วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Learning log 9 (สิ่งที่ได้เรียนรู้ในห้องเรียน)



                ในการเรียนภาษาอังกฤษก็มีความคล้ายคลึงกับการเรียนภาษาไทยที่เราจำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคำนาม คำกริยา หรือที่เรียกอีกอย่างว่า Part of speech ในภาษาอังกฤษ แม้กระทั่งประโยคหรืออนุประโยคก็เป็นส่วนสำคัญที่สามารถทำให้ผู้เรียนนั้นมีทักษะในการพูดการเขียน การเลือกใช้ความรู้ต่างๆได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจากการเรียนรู้ดิฉันได้เรียนรู้เรื่อง Adverb clause ซึ่งมีอยู่หลายประเภท แต่ละประเภทก็มีการใช้ที่แตกต่างกันออกไป

Adverb clause หมายถึง ประโยคย่อยที่ทำหน้าทีขยายคำกริยา ขยายคำคุณศัพท์และขยายตัวมันเอง ซึ่งหน้าที่ของ Adverb Clause หลักก็เหมือนกับ Adverb นั่นเอง ตัวอย่างเช่น Mr. Tony gave a speech here.(คุณโทนี่ได้ทำการปราศรัยที่นี่) อธิบายได้ว่า here ไปขยาย gave นั่นเอง อีกหนึ่งตัวอย่างเช่น  Mr. Tony gave a speech where people are gathering. คุณโทนี่ได้ทำการปราศรัย ณ ที่ที่ผู้คนไปชุมนุมกัน where people are gathering เป็น Adverb ไปขยาย gave และ Adverb Clause สามารถแบ่งออกได้เป็น 9 ประเภท ได้แก่

Adverb Clause of Place (ใช้บอกสถานที่) Adverb Clause of Manner(ใช้บอกกริยาอาการ) Adverb Clause of Purpose(ใช้บอกจุดประสงค์) Adverb Clause of Reason (ใช้บอกเหตุผล ) Adverb Clause of Result (ใช้บอกผลลัพธ์) Adverb Clause of Condition (ใช้บอกการสมมติหรือเงื่อนไข)Adverb Clause of Concession/Contrast (บอกความขัดแย้ง) Adverb Clause of Comparison (บอกการเปรียบเทียบ) และ Adverb Clause of Time (ใช้บอกเวลา)

Adverb Clause of Place (ใช้บอกสถานที่) คำเชื่อมที่ใช้ได้แก่ where (ที่.....), wherever (ที่ใดก็ตาม) ตัวอย่างประโยคเช่น I live where I work.ฉันที่ที่ฉันทำงาน ประโยคหลัก คือ I live. ประโยคย่อยคือ where I work ทำหน้าที่ขยายกริยา live เพื่อบอกว่า อยู่ที่ไหน (อยู่ที่ที่ฉันทำงาน) ประเภทต่อมาคือ Adverb Clause of Manner(ใช้บอกกริยาอาการ) คำเชื่อมที่ใช้ as if, as though (ราวกับว่า.......) ตัวอย่างประโยคเช่น My wife treats me as if I were her slave. ภรรยาของผมทำกับผมราวกับว่าผมเป็นทาสของเธอ ประโยคหลักคือ My wife treats me. ประโยคย่อยคือ as if I were her slave ทำหน้าที่ขยาย treats เพื่อบอกว่า สิ่งที่เธอปฏิบัติต่อเขานั้นเป็นยังไง ก็คือ ราวกับว่าเป็นทาสของเธอ

Adverb Clause of Purpose (ใช้บอกจุดประสงค์) คำเชื่อมที่ใช้ so that, in order that, in the hope that (เพื่อที่ว่า......, เพื่อที่จะ......) ตัวอย่างประโยคเช่น She left home early so that she could arrive at the stadium in time. เธอออกจากบ้านเร็ว เพื่อจะได้ไปถึงสนามกีฬาทันเวลา ประโยคหลักคือ She left home early. ประโยคย่อยคือ so that she could arrive at the stadium in time ทำหน้าที่ขยายกริยา left เพื่อบอกว่าเธอออกจากบ้านเร็วเพื่ออะไร Adverb Clause of Reason (ใช้บอกเหตุผล) คำเชื่อมที่ใช้คือ  because,as, since (เพราะว่า) ตัวอย่างประโยคเช่น Robert went to the hospital because his friend had an accident. โรเบิร์ตไปโรงพยาบาลเพราะเพื่อนของเขาประสบอุบัติเหตุ ประโยคหลักคือ Robert went to the hospital. ประโยคย่อยคือ because his friend had an accident

Adverb Clause of Result (ใช้บอกผลลัพธ์) คำเชื่อที่ใช้ so…that, such…that (....มากจนกระทั่ง....)  so…that ใช้ใน 2 กรณีคือ ใช้กับคำคุณศัพท์หรือคำกริยาวิเศษณ์ โดยคำดังกล่าวอยู่ระหว่าง so และ that  และสามารถมีกลุ่มคำอื่นขยายคำคุณศัพท์หรือคำกริยาวิเศษณ์ก็ได้ และ that ใน adverb clause ประเภทนี้สามารถละได้ และสามารถ ใช้กับคำนามที่มี much, many ข้างหน้า ส่วน such…that มีวิธีการใช้ คือ such…that จะมีคำนามอยู่ระหว่าง such และ that โดยคำนามนั้น สามารถมีคำคุณศัพท์หรือกลุ่มคำอื่นขยายก็ได้ และคำนามที่อยู่ระหว่าง   such และ that จะเป็นคำนามนับได้ เอกพจน์ หรือพหูพจน์หรือเป็นนามนับไม่ได้ก็ได้ หากเป็นคำนามนับได้เอกพจน์ต้องใช้ a, an ข้างหน้าคำนามนั้น ในบางกรณีที่ความหมายชัดเจนสามารถใช้ such that ได้โดยไม่ต้องมี noun อยู่ตรงกลาง ตัวอย่างประโยคเช่น She is so beautiful that I can’t help falling in love with her. ประโยคหลักคือ She is  beautiful. เธอสวยมากจนกระทั่งผมไม่อาจไม่ตกหลุมรักเธอได้ ประโยคย่อยคือ so…..that I can’t help falling in love with her ทำหน้าที่ขยายคำคุณศัพท์ beautiful เพื่อบอกถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคืออะไร

Adverb Clause of Condition (ใช้บอกการสมมติหรือเงื่อนไข) คำเชื่อมที่ใช้ as long as (ตราบเท่าที่) , if(ถ้า....) ,  unless (ถ้าไม่.....) , provided (that) (โดยเงื่อนไขที่ว่า.....) , even if (ถึงแม้ว่า....) ตัวอย่างประโยคเช่น If your save your money, you will be able to buy your own car. ถ้าคุณประหยัดเงิน คุณสามารถจะซื้อรถของตัวเองได้ ประโยคหลักคือ  You will be able to buy your own car. ประโยคย่อยคือ If your save your money ทำหน้าที่ขยายกริยา buy เพื่อบอกถึงเงื่อนไขที่คุณสามารถซื้อรถได้ Adverb Clause of Concession/Contrast (บอกความขัดแย้ง) คำเชื่อมที่ใช้  although, though, even though (ถึงแม้ว่า), , while(ในขณะที่) , the fact that ( ทั้งๆที่) ตัวอย่างประโยคเช่น Although he studied really hard, he failed the exam. ถึงแม่ว่าเขาเรียนหนัก เขาก็ยังสอบตก ประโยคหลักคือ he failed the exam.  ประโยคย่อยคือ Although he studied really hard ทำหน้าที่ขยายคำกริยา failed  เพื่อบอกว่าเหตุอะไรที่เขาสอบตก  

Adverb Clause of Comparison (บอกการเปรียบเทียบ) คือ adverb clause ที่ใช้แสดงการเปรียบเทียบ กับข้อความที่อยู่ข้างหน้า คำเชื่อมที่ใช้คือ as…as (เช่นเดียวกับ, เท่ากับ) not so…as (ไม่เหมือนกับ, ไม่เท่ากับ) such….as (เช่นเดียวกับ, เท่ากับ) ในระหว่างคำว่า such และ as จะเป็นคำนาม ตัวอย่างประโยคเช่น Adverb Clause of Time (ใช้บอกเวลา) คำเชื่อมที่ใช้ได้แก่ when( เมื่อ.....), before(ก่อน) , after(หลัง), since(ตั้งแต่), as soon as(ทันทีที่) , till(กระทั่ง) , until(จนกระทั่ง) , whenever(เมื่อใดก็ตาม) ตัวอย่างประโยคเช่น After there was the sky train, the traffic problem got better. หลังจากมีรถไฟฟ้า ปัญหาการจราจรก็ดีขึ้น) ประโยคหลัก คือ The traffic problem got better. ประโยคย่อย คือ After there was the sky train ทำหน้าที่ขยายกริยา got better เพื่อบอกว่า เมื่อไรที่การจราจรนั้นดีขึ้น(หลังจากมีรถไฟฟ้า)

 นอกจากนี้ adverb clause of time สามารถลดรูปได้ด้วยคือประการแรกถ้าประธานในประโยคหลักและประโยคย่อยพูดถึงสิ่งเดียวกัน สามารถตัดประธานในประโยคย่อยได้เลย เช่น The seed is sown before it is watered. à The seed is sown before being watered.(ซึ่ง the seed กับ it คือการอ้างถึงสิ่งเดียวกัน) และจะต้องทำกริยาในประโยคให้เป็น Gerund ด้วย ประการต่อมาคือ ถ้าประธานในอนุประโยคย่อยเป็น you , we , people , scientists , nurses เป็นต้น สามารถละคำดังกล่าวได้เลย และเมื่อละแล้วเราก็เป็นกริยาของประโยคให้เป็น Gerund ด้วย เช่น Before you take a bedpan to a patient , it should be clean. à Before taking a bedpan to a patient , it should be clean. แต่ถ้าประโยคหลักและประโยคย่อยมีประธานคนละตัวจะไม่สามารถละได้ เช่น After Ann come , Micky left.

อีกประการหนึ่งเมื่อสิ่งที่กระทำในประโยคย่อย ได้จบไปแล้วอย่างสมบูรณ์และมี since เป็นตัวเชื่อมบอกเวลา เราไม่สามารถลดรูปได้ He has lived here since he was born. ไม่สามารถที่จะลดเป็น He has lived here since being born. (ผิด) และสุดท้ายข้อควรระวังคือถ้าประธานในอนุประโยคย่อยเป็นคำนามและอนุประโยคหลักเป็นคำสรรพนามที่อ้างถึงกันละกัน จะต้องสลับประธานทั้งสองอนุประโยคก่อนที่จะมีการละประธานในอนุประโยคย่อย เช่น

After water is heated , it become hot.

After it is heated , water become hot.

After being heated , water become hot.

จากการได้เรียนรู้เรื่อง Adverb Clause นั้น ได้รู้ว่ามันมีหลากหลายประเภทและมีคำเชื่อที่หลากหลาย มีคำนิยามที่แตกต่างกันออกไป และได้รู้ถึงการละ Adverb clause of time ว่าสามารถละได้ในกรณีไหนบ้างและมีวิธีการใช้อย่างไร ซึ่งดิฉันสามารถนำความรู้ในส่วนนี้ไปต่อยอดในการเรียนการสอนได้ หรือสามารถนำความรู้ในส่วนนี้ไปพัฒนาทักษะการเขียนได้อีกด้วย

 

 

 

 

 

Learning log 8 (สิ่งที่ได้เรียนรู้นอกห้องเรียน)


Learning log 8 นอกห้องเรียน

   ในปัจจุบันเรามีทางเลือกมากมายสำหรับการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ทั้งหนังสือพิมพ์หนังสือวรสารได้เทคโนโลยีซึ่งเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ก้าวหน้าพัฒนาได้อย่างรวดเร็วทำให้แหล่งการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่มาควบคู่กับเทคโนโลยีมากเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ชอบเรียนรู้ทักษะด้านต่างๆของภาษาอังกฤษ กับสื่อออนไลน์ต่างๆที่มีทั้งความสะดวกสบายรวดเร็ว นอกจากนี้ยังได้ความรู้ครบถ้วนทำให้เราได้ทำความเข้าใจและสาระความรู้ต่างๆได้ทั้งความสนุกเพลิดเพลินในการเรียนที่หลากหลายซึ่งส่งผลดีต่อเราคือเราเกิดการพัฒนาตัวเองมากขึ้นเพื่อการเรียนรู้นอกห้องเรียนส่วนใหญ่มักเกิดจากความสนใจของเราเอง

รายการโทรทัศน์ในปัจจุบันที่มีมากมายที่ให้ทั้งสาระความรู้และความสนุกสนานโดยเฉพาะการเรียนรู้เกี่ยวกับภาษาอังกฤษซึ่งหลากหลายรายการที่ให้ทักษะภาษาอังกฤษไม่ว่าจะเป็นการฟังการพูดการอ่านและการเขียนเพื่อพัฒนาเด็กไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่นรายการภาษาอังกฤษติดล้อ ซึ่งเป็นรายการที่ดิฉันชอบและสนใจมากมีการแบ่งการเรียนรู้เป็นสถานการณ์ต่างๆที่เราสามารถนำทั้งประโยคคำศัพท์ใหม่ใหม่สำเนียงการพูดมาใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงตัวอย่างเรื่องที่ดิฉันได้ดูคือ A day at the Bangkok Railway station ซึ่งเป็นการอธิบายเกี่ยวกับการเดินทางโดยใช้รถไฟ ดิฉันได้รับความรู้มากมายคือ railway ทางรถไฟ มาจาก rail (ราง)  และ way (ทาง) , The state Railway of Thailand SRT การรถไฟแห่งประเทศไทย  , Railway station  สถานีรถไฟ , Railway junction ชุมทางรถไฟ (รถไฟหลายเส้นทางมาบรรจบกัน) Ticket counter ที่จำหน่ายตั๋วหรืออาจใช้คำว่า Ticket office ซึ่งแปลว่า ที่จำหน่ายตั๋วเช่นกัน , เมื่อเราต้องการจองตั๋วล่วงหน้าจะใช้คำว่า Advanced booking

คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับขบวนรถไฟ ขบวนรถด่วน Express train , ขบวนรถเร็ว Rapid train , ขบวนธรรมดา Ordinary train , ขบวนรถชานเมือง Bangkok commuter train ขบวนท้องถิ่น , Rural commuter train : ซึ่ง commuter ในที่นี่หมายถึง ผู้เดินทางสั้นๆรอบเมือง , ขบวนรถท่องเที่ยว excursion train : Excursion หมายถึง การเดินทางระยะสั้น , lady car ตู้รถโดยสารสำหรับสตรี , AIR – Conditioned sleeper carriage คู้รถไฟปรับอากาศ , platform ชานชาลา , journey การเดินทาง นอกจากได้รับคำศัพท์ที่เกี่ยวรถไฟแล้วยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับประโยคอีกด้วย Excuse me , where is the toilet ขอโทษนะคะ ห้องน้ำไปทางไหนคะ ซึ่งเราอาจตอบได้ว่า Over there ทางโน้นคะ , The purple train is the most luxurious train of all. รถไฟสีม่วงเป็นขบวนที่หรูหราที่สุดของทั้งหมด หรือจะเป็น What is the going rate for the VIP train? รภขบวนพิเศษราคาเท่าไร

นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ในสถานการณ์ที่เราอยู่ในสนามบินหรือเรียกว่าท่าอากาศยาน ดิฉันได้เรียนรู้ที่น่าสนใจมากมาย Airport สนามบิน , Budget Airline สายการบินต้นทุนต่ำ หรือใช้คำว่า Low coast Airline , City center ใจกลางเมืองซึ่งใช้คำว่า Center แบบนี้จะเป็นแบบอเมริกัน แต่ถ้าจะเป็นแบบอังกฤษจะใช้คำว่า Centre , departure ขาออก , arrived ขาเข้า , take off เครื่องบินขึ้น , flight เที่ยวบิน , เมื่อเราต้องการฝากกระเป๋าต่างๆ เราจะใช้บริการรับฝากกระเป๋าซึ่งใช้คำว่า left baggage หรือ luggage storage services คำว่า baggage หรือ luggage จะมีความหมายเหมือนกัน , sightseeing tour ทัวร์ชมสถานที่ , limousine บริการรับส่งสนามบิน , และเมื่อเราต้องการแลกเปลี่ยนเงินตราเราจะใช้คำว่า Currency exchange หรือ money exchange ก็ได้

E-Ticket ตั๋วโดยสารอิเล็กตรอนนิค ซึ่ง E ย่อมาจากคำว่า Electronic ต่อมาได้เรียนรู้คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับพนักงานที่ทำงาน เช่น ground staff พนักงาน/เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน , captain กัปตัน , co-pilot นักบินผู้ช่วย , cabin crew พนักงานบริการ และ Air hostess คำๆนี้เป็นคำที่ใครหลายๆคนรู้จักกันดี แปลว่า พนักงานบริการบนเครื่องบิน ต่อมาจะเป็นคำศัพท์ที่เกี่ยวกับบัตรผ่านไปขึ้นเครื่อง ภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า boarding pass , Boarding time เวลาขึ้นเครื่องบิน และ Board gate หมายเลขประตูขึ้นเครื่อง นอกจากนี้ยังได้รู้จักประโยคในภาษาอังกฤษในการใช้ถามอีกด้วย Has the flight from Chaing Mai arrived yet? เที่ยวบินจากเชียงใหม่มาถึงหรือยัง และ We would like to check in on flight DD7406 to Chaing Mai , please.

อีกหนึ่งสถานการณ์ที่กิฉันได้เรียนรู้คือ A day st the market. ซึ่งมีคำศัพท์ที่น่าสนใจเกี่ยวผักและผลไม้และอื่นๆ ได้แก่ cabbage กะหล่ำปลี่ , มะนาวไทย Lime , morning glory ผักบุ้ง ,asparagus หน่อไม้ฝรั่ง , dried mushroom เห็ดแห้ง , shiitake เห็ดหอม , spare ribs ซีกโครง , ground pork หมูสับ , แก้วมังกร dragon fruit , guava ฝรั่ง , rose apple ชมพู่ , pomelo ส้มโอ และ Zalacca แปลว่าสละ นอกจากนี้ยังได้เรียนู้คำถามเกี่ยวกับการซื้อของต่างๆในภาษาอังกฤษ คือ How much is a kilogram of pork spare ribs. ซีกโครงหมูราคาเท่าไร และถ้าเราอยากรู้ว่าผลไม่ที่เราจะซื้อนั้นหวานรึเปล่า ให้ถามว่า How sweet is a pomelo , may I taste it? ส้มโอหวานแค่ไหนขอชิมได้ไหมค่ะ จะเห็นได้ว่าจากการที่ดิฉันได้ดูรายการภาษาอังกฤษติดล้อนั้นได้รับทั้งความรู้ประโยคคำถามต่างๆ คำศัพท์ใหม่ๆ คำศัพท์เฉพาะทางและยังได้ฟังสำเนียงการพูกภาษาอังกฤษที่ดีอีกด้วย

คำศัพท์หลายๆคำที่เราคุ้นเคยและมักจะเห็นบ่อยๆ บางคำมีการเขียนเหมือนกัน มีการใช้ต่างกัน บางคำเป็นคำศัพท์แค่คำเดียวแต่ก็มีหลายความหมาย บางคำเมื่อเขียนติดกันเป็นอีกความหมายหนึ่งและบางคำเมื่อเขียนแยกกันก็มีอีกความหมายหนึ่ง เช่นคำว่า sometime , sometimes และ some time ซึ่ง sometime ตัวที่หนึ่งจะแปลว่า ณ เวลาหนึ่งในอดีตหรือในอนาคต ตัวอย่างประโยคเช่น Sometime after  nine everybody left. ชาวงเวลาหลังจาก 3 ทุ่มทุกคนกลับหมด ต่อมาคือ sometimes ที่มีการเติม –s จะหมายความว่า บางครั้ง เช่น Sometimes I want to do things on my own. บางครั้งฉันอยากทำอะไรด้วยตัวเองและสุดท้าย คือ some time จะมีความหมายว่า มีเวลาบางหรือเปล่า ตัวอย่างประโยคเช่น Do you have some time to check my work? คุณมีเวลาหรือเปล่าที่จะต้องตรวจงานของฉัน

Everyday กับ every day สองคำนี้จะมีความแตกต่างกันคือ everyday คำนี้จะเป็นคำคุณศัพท์ที่แปลว่า ซึ่งเกิดขึ้นทุกวัน , ธรรมดามี synonym คือ commonplace , ordinary หรือ normal ตัวอย่างประโยคเช่น It is a very special party. We will not serve an everyday home-cooking. ส่วน every day เป็นสำนวนที่บอกเวลาแปลว่า ทุกวันหรือเป็นประจำ มี synonym คือ each day และ regularly ตัวอย่างเช่น My mother goes to the gym every day ซึ่งสรุปได้ว่า Everyday เป็นคำเดี่ยวๆที่ต้องมีคำนามตามหลังเสมอ ในขณะที่ every day = Adjective+Noun ดังนั้น จะใช้โดยไม่มีคำนามตามหลังและจะวางไว้ต้นหรือท้ายประโยคก็ได้

คำศัพท์ในภาษาอังกฤษที่มีอยู่เป็นจำนวนมากที่ออกเสียงหรือเขียนคล้ายกันมาก ทำให้เราเกิดความรู้สึกสับสนในการใช้ จนบางครั้งไม่แน่ใจว่า คำไหนควรใช้อย่างไร และคำไหนที่แปปลตรงกับความต้องการของเรา ตัวอย่างเช่น dessert กับ desert เป็นคู่คำศัพท์ที่ใช้ผิดกันบ่อยมาก เนื่องจากความต่างอยู่ที่มี s เพียงตัวเดียวกับมี s สองตัว dessert คำนี้แปลว่าของหวานซึ่งเป็นคำนาม ส่วน desert แปลว่า ทะเลทราย ต่อมาคือคำว่า accept กับ except คำศัพท์ทั้งสองคำนี้นอกจากมีการเขียนคล้ายกันแล้วยังมีการออกเสียงคล้ายกันอีกด้วย แต่ถ้าตามความหมายแล้วถือว่าเป็นคำที่ตรงกันข้ามกันเลยที่เดียว โดย accept เป็นคำกริยาแปลว่า ยอมรับ , ตกลง ตัวอย่างประโยคเช่น He asked her to marry him and he accept him. เขาได้ขอเธอแต่งงานและเธอก็ตกลง ส่วน except แปลว่า ยกเว้น ตัวอย่างประโยคเช่น When I say that the boys are lazy , I except Tom. เมื่อฉันพูดว่าเด็กผู้ชายขี้เกียจ ฉันไม่ได้รวมทอมเข้าไปด้วย

Borrow กับ lend คำศัพท์คู่นี้ไม่ได้สับสนที่การเขียน แต่อาจมีการสับสนที่ความหมาย ทั้งสองคำนี้เป็นคำกริยา ซึ่งแปลว่า ยืม แต่ borrow จะใช้ว่า ขอยืม ตัวอย่างเช่น Can I borrow your car? ฉันขอยืมรถได้หรือเปล่า ส่วน lend จะใช้ว่า ให้ยืม ตัวอย่างเช่น Sorry , I can’t lend it to you today. ขอโทษด้วยนะ วันนี้ฉันให้เธอยืมไม่ได้ ต่อมา คำว่า home กับ house ก็เช่นกัน เมื่อก่อนดิฉันคิดว่ามันไม่ได้ต่างกันแต่เมื่อลองหาขอมูลดูพบว่ามันก็มีความต่างกันอยู่ คือ home นั่นแปลว่าบ้าน ในเชิงของการเป็นครอบครัวหรืออาจใช้ได้อีกความหมายหนึ่งคือบ้านเกิด ส่วน house ก็แปลว่าบ้าน แต่จะเป็นบ้านในเชิงของสิ่งก่อสร้างที่เป็นหลังๆนั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีคำว่า excuse  me กับ sorry  ทั้งสองคำนี้เราอาจพูดกันติดปากซึ่งแปลว่า ขอโทษ แต่ก็ยังมีความแตกต่างกันคือ excuse me เป็นการขอโทษเพื่อจะรบกวนอะไรบางอย่างต่อไปหรือการขอโทษพื่อขัดจังหวะ การทำอะไรสักอย่าง เช่น Excuse me , could I get pass? ขอโทษนะครับ ขอทางผ่านหน่อยได้ไหมครับ ส่วนคำว่า sorry นั้นเป็นการขอโทษเพื่อแสดงความเสียใจ เช่น Sorry , I step on your foot?  ขอโทษค่ะ ฉันเหยียบเท้าคุณใช่ไหมค่ะ และสุดท้ายคำว่า climate กับ weather โดย climate เป็นคำนาม แปลว่า ภูมิอากาศ ซึ่งจะใช้ในกรณีที่จะพูดแบบกว้างๆหรือทั่วๆไป เช่น Do you like the climate of Japan? คุณชอบภูมิอากาศของประเทศญี่ปุ่นไหม แต่ weather แปลว่า สภาพอากาศ จะใช้ในกรณีที่เราพูดโดยระบุเจาะจงถึงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งเช่น Yesterday the weather was very cold.เมื่อวานอากาศหนาวจัดมาก 
               การฟังเพลงก็เป็นสื่ออย่างหนึ่งที่สามารถช่วยให้ดิฉันได้พัฒนาทั้งทักษะด้านการฟังและยังได้เรียนรู้ประโยค คำศัพท์มากมาย จากการฟังเพลง see you again ซึ่งแปลว่า แล้วพบกันใหม่อีกครั้ง และมีหลายประโยคที่อยู่ในเนื้อเพลงที่ให้ความรู้และความน่าสนใจคือ It’s been a long day. แปลว่า มันเป็นวันที่แสนยาวนาน เราสามารถนำประโยคดังกล่าวมาพูดได้ในชีวิตประจำวันได้ เช่น I feel like it is been a long day . I just want to lay in bed. วันนี้มันเหนื่อยมาก ฉันแค่อยากจะเอนหลังนอนสักหน่อย ต่อมา That’s all we got. นั่นแหละสิ่งที่เรามีอยู่และได้คำศัพท์ใหม่ๆ reach เป็นคำกริยาแปลว่า มาถึง, ไปถึง คำว่า gonna หลายคนอาจเจอบ่อยมากซึ่งคำนี้ย่อมาจาก going to หมายถึง ตามนั้น นั่นเอง

อีกหนึ่งเพลงที่ดิฉันได้ฟังคือ Someone Like You ความหมายในเพลงนี้หมายถึง สักวันฉันจะหาใครสักคนที่เหมือนเธอ ถ้าตอนแรกที่ดิฉันแปลดิฉันจะแปลไปว่า บางคนที่ชอบคุณ แต่จริงๆแล้วมันแปลว่า ฉันจะหาใครสักคนที่เหมือนเธอ เราสามารถนำประโยคนี้ไปใช้กับการพูดของเราได้ เช่น Never mind , I will find someone like you. ไม่เป็นไรหรอก สักวันฉันจะหาใครคนนั้นที่เหมือนเธอเอง ประโยคต่อมาคือ Sometimes it lasts in love but sometimes it hurts instead. จากในประโยคได้รู้จักคำว่า instead หมายถึง แทนที่ และบางครั้งเราอาจเคยเห็นในรูปแบบที่มี preposition ตามหลัง คือ instead of เมื่อมี of มาตามหลังจะหมายถึง แทนที่จะ..... และ คำศัพท์ใหม่อีกหนึ่งในเนื้อเพลงนี้คือ settle down หมายถึง ลงหลักปักฐาน ตัวอย่างประโยคเช่น I heard that you are settled down and you are having a baby. ฉันได้ข่าวว่าเธอลงหลักปักฐานแล้วกำลังจะมีลูก

หลายคนอาจมีการสับสนในการใช้ little กับ a little และ การใช้ few กับ a few กล่าวคือ การใช้ little และ few  (ไม่มี a นำ) จะมีความรู้สึกแนวความคิดในทางลบ ตัวอย่างเช่น Hurry up! There’s little time. (มีค่าเท่ากับ not much หรือ not enough time) He’s not popular. He has few friends. (มีค่าเท่ากับ not many friends หรือ not enough friends) ต่อมาเป็นการใช้ a little และ a few ซึ่งจะมีความรู้สึกแนวความคิดในทางลบ ทั้งสองคำนี้จะมีความหมายเหมือนกับคำว่า some หรือ a small amount (มีอยู่บ้าง) ตัวอย่างเช่น Let’s go and have a cup of coffee. We have a little time before the train leaves. (มีความหมายเท่ากับ some time พอมีเวลาอยู่บ้าง) หรือ When did you last see tom? A few day ago. (จะมีความหมายเท่ากับ some days ago)

นอกจากนี้ดิฉันยังได้พัฒนาในส่วนของภาษาอังกฤษโดยการดูภาพยนตร์ต่างประเทศ การดูครั้งแรกก็พยายามฟังเป็นพากย์ภาษาอังกฤษและแน่นอนว่าดิฉันฟังไม่ค่อยเข้าใจแต่ก็พยายามดูภาพประกอบด้วยและใส่ความจินตนาการเข้าไป โดยดิฉันได้ดูเรื่อง She is a man ซึ่งเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับผู้หญิงที่รักและชอบกีฬาฟุตบอล เขาอยากเข้าไปเล่นในทีมที่เก่งและมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ติดอยู่ที่ว่าเขาเป็นผู้หญิง ทั้งโค๊ชและเพื่อนในทีมไม่ยอมรับเธอเข้าทีม เขาจึงหาวิธีที่จะเข้าไปยังทีมๆนั้นให้ได้ ในทางเดียวกันแม่ของเขาก็พยายามปรับตัวของเขาให้เป็นผู้หญิงมากที่สุดแต่เขาไม่สามารถทำได้และชอบโกหกแม่อีกด้วย ต่อมาเขาได้คิดที่จะเข้าไปสู่ทีมได้แล้วคือ การปลอมตัวเป็นผู้ชายซึ่งเขาจะบอกทุกคนว่าเขาเป็นพี่ชายของเขา วันหนึ่งเจาได้เข้าไปอยู่ในหอพักฝึกของทีมฟุตบอลโดยร่างการของเขาได้เปลี่ยนเป็นผู้ชายหมดแล้ว เขาต้องลำบากในการใช้ชีวิตมาก เพราะเขาไม่อยากให้ใครรู้

แม้แต่เวลาเขาอาบน้ำ วันหนึ่งเขาได้กลับมาเป็นผู้หญิงเหมือนเดิมและได้เจอกับรูมเมทของเขาตอนที่เขาปลอมตัวเป็นผู้ชาย เขาได้เจอกันในงานเลี้ยงที่แม่ของเธอบังคับให้ไป เขาทั้งสองรู้สึกดีต่อกัน และเมื่อเขาได้กลับไปเป็นผู้ชายอีกครั้ง เขาก็พยายามทำทุกวิธีที่จะไม่ให้ผู้หญิงเข้ามาใกล้กับคนที่เธอรัก จนถีงวันแข่งฟุตบอลความจริงก็ถูกเปิดเผยว่าเธอไม่ใช่ผู้ชาย เธอพยายามอธิบายให้ทุกคนเข้าใจว่าจุดประสงค์ที่เธอปลอมตัวมาเพราะอยากเข้าทีมฟุตบอลจริงๆ ทุกคนเข้าใจยอกเว้นคนที่เธอรัก หลายเดือนผ่านไปทั้งคู่ก็ได้เจอกัน และได้ปรับความเข้าใจกันมารักกันเหมือนเดิม ดิฉันเข้าใจเรื่องได้เพราะว่าครั้งที่สองที่ดิฉันได้ดูเป็นภาษาไทยโดยมีซับภาษาอังกฤษควบคู่ไปด้วย เมื่อลองเปรียบเทียบในการดูทั้งสองครั้งก็รู้สึกว่าตัวเองต้องพยายามอีกมากมาย

นอกจากนี้ดิฉันยังได้เรียนรู้ภาษอังกฤษจากโฆษณาอีกด้วย โฆษณาแรกมีบทความว่า Variety makes us strong... These are the secrets behind nature's genius. From forests in the Amazon to modest backyard ga creature and every species h maintain the health a stability of these wondrous surroundings. And the diverse the environment, the more beautiful it is to behold. แปลได้ว่า ความแตกต่างทำให้เราเข้มแข็ง.....สิ่งเหล่านี้เป็นความลับที่อยู่ข้างหลังคุณสมบัติอันยอดเยี่ยมของธรรมชาติ จากป่าดงดิบในอเมซอนถึงสวนหลังบ้านอันเงียบสงัด สิ่งมีชีวิตแต่ละประเภทและทุกชนิดช่วยรักษาความสมบูรณ์และความเสถียรภาพของสิ่งแวดล้อมอันน่าพิศวงเหล่านี้และยิ่งความหลากหลายของสิ่งแวดล้อมมากเท่าไร ความสวยงามก็มากขึ้นเท่านั้น สิ่งที่ได้เรียนรู้จากประโยคที่บอกว่า And the diverse the environment, the more beautiful it is to behold. การใช้ the more , the more  เป็นคำที่เห็นบ่อย ซึ่งหลัง the more ทั้งสองจะเป็นคำหรือประโยคในรูปแบบเดียวกัน อย่างในโฆษณานี้ diverse ซึ่งเป็นคำคุณศัพท์ตามหลัง the more  ส่วนหลังก็คือ beautiful ซึ่งเป็นคำคุณศัพท์เช่นกัน นั่นคือ the more + adjective เป็นโครงสร้างที่ไม่ได้ใช้เฉพาะกับ  the more เท่านั้น แต่สามารถใช้กับขั้นกว่าตัวอื่นได้ด้วย เช่น The harder you practice , the better you get. ยิ่งคุณฝึกหนักเท่าไร คุณก็จะดีขึ้นเท่านั้น

Imagine a place where opportunities are endless. As a seasoned professional you've got lot to give. You're looking for company that values people. Rewards them, and appreciates the depth and richness diversity bring. You won’t find a better place for your talent , ideas and experience than at Hewitt Associates. As on of the world’s leading HR consulting and benefits  delivery firms , we know what it takes to create a great place to work. แปลว่า จินตนาการถึงที่ที่โอกาสมีให้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในฐานะที่เป็นผู้รู้ทุกๆด้านคุณมีอะไรมากมายที่จะให้ คุณกำลังมองหาบริษัทที่สรรเสริญพนักงานให้รางวัลกับพวกเขา และเห็นคุณค่าต่างๆที่ความสามารถหลากหลายนำมา คุณจะไม่สามารถพบที่ที่ดีไปกว่าบริษัท Hewitt สำหรับพรสวรรค์ ความคิดและประสบการณืของคุณในฐานะที่เป็นหนึ่งในบริษัทผู้นำทางด้านการปรึกษาทรัพยากร บุคคลและจัดส่งผลประโยชน์ เรารู้ว่าอะไรที่จะทำให้สร้างสถานที่ที่ดีในการทำงาน สี่งที่ได้เรียนรู้จากบทความนี้คือ Imagine a place where opportunities are endless. Endless เป็น Adjective มาจาก end (n.) + less (suffix) ปราศจาก ไม่ ดังนั้น endless คือ ปราศจากการจบ นั้นก็คือ ไม่มีที่สิ้นสุด  You're looking for company that values people. Rewards them, and appreciates the depth and richness diversity bring. สำนวน looking for someone or something หมายถึง to hunt or search for someone or something นั่นคือ ค้นหาหรือค้นพบบางสิ่งหรือบางคน ตัวอย่างเช่น I am looking for someone to help me. ฉันกำลังมองหาใครสักคนช่วยฉัน

                A little over a year ago, started my first job as an engineer with Southern Company. Since then not only have l developed my skills as an engineer  I have grown as a leader and as a person I'm even planning to pursue a Masters of Business Administration degree through Southern Company's tuition reimbursement program" As the largest energy producer in the southeast Southern Company offers bright energetic professionals  a rewarding career and the opportunity to make a difference in their lives and the community Because of people like Marsha Tucker and you, the future looks brighter for interested in learning more about a career with Southern company.

                จากบทความข้างต้นหมายความว่า  พลังงานเพื่อรับใช้โลกคุณ : มาร์ชา ทัคเกอร์ กำลังสร้างสิ่งที่มากกว่าประวัติศาสตร์การทำงานของเธอ เธอกำลังสร้างอาชีพหนึ่ง “หนึ่งปีเศษๆที่ผ่านมา ดิฉันเริ่มทำงานแรกของดิฉันในตำแหน่งวิศวกรที่บริษัทเซาเทริน์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ดิฉันพัฒนาความสามารถความชำนาญในงานทางด้านวิศวกรรมไม่เพียงเท่านั้นดิฉันยังเจริญเติบโตในฐานะเป็นผู้นำและเป็นคนที่มีประสบการณ์ ดิฉันกำลังวางแผนที่จะศึกษาต่อในระดับปริญญาโต สาขาบริหารธุรกิจด้วยทุนเล่าเรียนของบริษัทเซาเทริน์” ในฐานะที่เป็นผู้ผลิตพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ บริษัทเซาเทริน์ยื่นอาชีพและโอกาสที่สว่างไสวมีพลัง เพื่อสร้างความแตกต่างในชีวิตและชุมชนของพวกเขาเพราะว่าบุคคลอย่างมาร์ชา ทัคเกอร์และคุณ อนาคตของเราทั้งหมดดูเหมือนจะสว่างขึ้น

                ซึ่งได้รับความรู้จากบทความนี้มากมายคือ A little over a year ago , I started my first job as an engineer with Southern Company. คำว่า ago เป็นคำวิเศษณ์บ่งบอกเวลาซึ่งอ้างถึงเวลาที่ล่วงผ่านไปแล้ว มีความหมายเหมือนกับคำว่า since แต่ทั้งสองคำควรจะถูกใช้ร่วมกัน อย่างเช่นไม่สามารถ เขียนว่า “It was two years ago since I last came here.” เพราะถือว่าเป็นการใช้คำที่มีความหมายซ้ำซ้อนประโยคนี้ควรจะใช้ “That” ตามหลัง “ago” หรือไม่ก็ตัดคำว่า “ago” ทิ้งไป ต่อมาคือ “as” เป็นคำที่สามารถทำหน้าที่ได้หลายอย่างมีประโยชน์เกินตัวจริงๆในโฆษณานี้ as ทำหน้าที่เป็นคำบุพบท ซึ่งมีความหมายได้ว่า อย่างเช่นในฐานะที่เป็น

                จากการได้เรียนรู้นอกห้องเรียนดิฉันได้พบแหล่งเรียนรู้ใหม่ๆความรู้ใหม่ๆที่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตการเรียนจริงๆทั้งการดูสถานการณ์จำลองสถานที่ต่างๆที่เป็นภาษาอังกฤษในรายการภาษาอังกฤษติดล้อ ที่ได้ทั้งคำศัพท์ ประโยคต่างๆและได้ฟังสำเนียงของผู้จัดรายการที่น่าฟังและมีความชัดเจ ทั้งนี้ยังได้ความรู้เพิ่มเติมในส่วนของคำศัพท์ที่มักจะมีการใช้ที่สับสน และบางคำดิฉันก็ไม่เคยรู้หลักการใช้มาก่อน ได้ทั้งทักษะการฟัง โดยการฟังเพลงสากล ดูหนังภาพยนตร์ต่างประเทศ ถึงแม้ยังฟังไม่ค่อยเข้าใจแต่ก็ยังได้พัฒนาตนเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆในด้านของภาษาอังกฤษ และดิฉันคิดว่า การที่เรารู้จักฝึกบ่อยๆทำให้เราเข้าใจและใช้ภาษาอังกฤษได้ดีมากยิ่งขึ้น

Learning log 8 (สิ่งที่ได้เรียนรู้ในห้องเรียน)


Noun Clause คืออนุประโยคที่ทำหน้าที่เสมือนคำนามหนึ่งที่อยู่ในประโยค ในการสนทนาในชีวิตประจำวันของเรา เราอาจเคยได้ยินหรือเคยได้ใช้ Noun Clause โดยไม่รู้ตัวว่าใช้อยู่ เช่น I think you are very pretty. ประโยคเต็มที่เป็นทางการคือ I think that you are very pretty. , I hope you pass the exam. ประโยคเต็มเป็นทางการคือ I hope that you pass the exam. Noun Clause เหล่านี้เมื่ออยู่ในตำแหน่งประธานเราจะเรียกมันว่า Subject Noun Clause และเมื่อ Noun Clause นั้นอยู่ในตำแหน่งของกรรมเราจะเรียกมันว่า Object Noun Clause

                ตัวอย่างประโยคที่มี Subject Noun Clause คือ That scores are going down is clear.ที่ว่าคะแนลดลงเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด ต่อมาเป็นตัวอย่างประโยค Object Noun Clause คือ I feel that you overestimated the damages. ผมรู้สึกว่าคุณประมาณการความเสียหายเกินความจริง ซึ่ง Object Noun Clause จะอยู่คู่กับ main clause ของประโยคเสมอ  โดยประโยคจะเริ่มด้วย main clause แล้วตามด้วย Object Noun Clause โดยไม่ต้องมีเครื่องหมาย comma คั่น Object Noun Clause นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ดังต่อไปนี้  Noun Clause ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า that , Noun Clause ที่ขึ้นต้นด้วย wh-Words และ Noun Clause ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า if หรือ whether

Noun Clause ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า that มีหลักการใช้ดังต่อไปนี้ ประการแรกคือ ใช้ตามหลัง Verbs บางตัวที่แสดงความรู้สึก ความคิด หรือ ความคิดเห็น เช่น agree, feel, know, remember, believe, forget, realize, think, doubt, hope, recognize, understand เป็นต้น เช่น I agree that we should follow him. ฉันเห็นด้วยที่ว่าเราควรคิดตามเขา หลักการใช้ต่อมาคือ ถ้าเป็นภาษาพูด มักจะละคำว่า that ซึ่งเป็นคำขึ้นต้น clause เช่น I think that it’s red, not blue. (เป็นภาษาทางการ) ถ้าภาษาพูจะได้ว่าI think it’s red, not blue.

                การใช้ Object noun clause นั้น Verbs ใน main clauses มักจะเป็น present tense แต่ verbs ใน noun clauses จะเป็น tense อะไรก็ได้ เช่น I believe it’s raining. (now) I believe it’ll rain. (very soon) I believe it rained. (a moment ago)  ในการสนทนา ถ้าต้องการหลีกเลี่ยงการพูดคำว่า that บ่อยเกินไป หรือไม่ต้องการพูด noun clause ซ้ำ สามารถตอบโดยใช้คำว่า so หรือ not หลัง main clauses ได้ เช่น Surat: Is Surawee here today?  Dendao: I think so.   (คำพูดเต็มๆก็คือ I think that Surawee is here today.)

                การใช้ Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วย Wh-Words (ได้แก่คำว่า what where when why how) ประการแรกคือ Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วย Wh-Words มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Indirect wh-questions และแม้ว่า noun clauses เหล่านี้จะขึ้นต้นด้วยคำแสดงคำถาม แต่ลำดับคำ (word order) ในอนุประโยคนี้ จะเป็นลำดับคำของประโยคบอกเล่า ไม่ใช่ลำดับคำของประโยคคำถาม เช่น I know why he comes home very late.(ไม่ใช่ why does he come home very late)I don’t know when he will arrive.(ไม่ใช่ when will he arrive) หลักการต่อมาคือ การใช้เครื่องหมายวรรคตอนของประโยคจะเป็นไปตามลักษณะของ main clause กล่าวคือ ถ้า main clause เป็นคำถามจะใช้เครื่องหมาย question mark ปิดประโยค ถ้า main clause เป็นบอกเล่า จะใช้เครื่องหมาย full stop ปิดประโยค เช่น  Could you tell me where the elevators are?(Main clause เป็นคำถาม)I’m wondering where the elevators are.(Main clause เป็นบอกเล่า)

                เราใช้ Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วย Wh-Words เพื่อแสดงให้คู่สนทนาทราบว่า เราไม่รู้ หรือเราไม่แน่ใจ เช่น I don’t know how much it costs.I would like to know when our next meeting will be.
I’m not sure which house is his.
และใช้ Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วย Wh-Words เพื่อถามหาข้อมูลอย่างสุภาพ  เช่น Could you tell me who are injured in the accident?  Can you tell me what time the show starts?

                เราใช้ Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วย if หรือ whether คือ indirect yes/no questions นั่นเองเช่น Direct Question: Did they pass the exam?  Indirect Question: I don’t know if they passed the exam. (if they passed the exam เป็น Noun Clause) ลำดับคำในประโยค และเครื่องหมายจบประโยค ใช้หลักการเดียวกับ noun clause ที่ขึ้นต้นด้วย Wh-Words  เราจะขึ้นต้น Noun Clauses ด้วยคำว่า if หรือ whether ก็ได้ แต่มักใช้ whether ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างเป็นทางการ Tell me if you want to go with us or not. ต่อมา เรา ใช้ Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วย if หรือ whether เมื่อ main clause แสดงการใช้ความคิด หรือความคิดคำนึง เช่น I can’t remember if I had already paid him. , I wonder whether he will arrive in time. และเราจะ ใช้ Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วย if หรือ whether เมื่อต้องการถามคำถามอย่างสุภาพ  เช่น Do you know if the principal is in his office.  Can you tell me whether the tickets include drinks?

                จากข้อมูลด้านบนที่ได้กล่าวมาแล้วว่า เราจะละ that ในประโยค Noun Clauses ได้ ซึ่งมีอยู่หลายกรณีคือ กรณีที่ Noun Clausesเป็น Object เช่น We believe that he told the truth. ต่อมาคือ กรณีที่ Noun Clauses เป็น Subject complement  เช่น The reason is that he speaks English fluently. และกรณีที่ตามหลังคำคุณศัพท์ เช่น I am sure that he can get a good job. แต่ก็มีบางกรณีที่เราไม่สามรถละ That ได้ เช่น กรณีเมื่อ that-clause ขึ้นต้นประโยค เช่น That coffee grows in Brazil is true. ที่ว่ากาแฟปลูกในประเทศบราซิลนั้นเป็นความจริง , That she had decided to be engaged frightened me very much. ที่ว่าหล่อนได้ตัดสินใจที่จะรับหมั้นนั้นทำให้ผมตกใจมากๆ

                ยังมีกรณีที่สองกรณีที่ไม่สามรถละ that ได้คือ เมื่อ that-clause เป็นคำซ้อนนามที่อยู่ข้างหน้ามัน The news that he was murderer is not true. ข่าวว่าที่เขาเป็นฆาตกรนั้นไม่เป็นความจริงเลย , His belief that the earth moves round the sun is correct. ความเชื่อของเขาที่ว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์เป็นเรื่องจริงละ that ในกรณีที่เมื่อ that-clause อยู่หลัง It is หรือ เช่น  It is true that earth  moves round the sun. เป็นความจริงที่ว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ , It is impossible that he has done this by himself. เป็นไปไม่ได้ที่ว่าเขาทำสิ่งนี้ด้วยตัวเอง

 

 

 

 

 

Learning log 7 (สิ่งที่ได้เรียนรู้นอกห้องเรียน)


เมื่อพูถุงสื่อออนไลน์ในปัจจุบันมีทั้งให้ความบันเทิงและให้ความรู้ ซึ่งมีสื่อออนไลน์หลายสื่อที่รวบรวมทั้งความบันเทิงและความรู้เข้าด้วยกัน ทำให้ผู้เรียนมีความสนใจในการเรียนมากยิ่งขึ้น  ซึ่งสิ่งที่พูดมาดังกล่าวจะเรียกว่า Edutainment การเรียนรู้แบบนี้จะทำให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากสื่อต่างๆไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ วีซีดี ดีวีดี หรืออินเตอร์เน็ต เป็นต้น ดิฉันจึงได้ฝึกการฟังจากสื่อต่างๆเหล่านี้ โยการฟังเพลง และประโยชน์จากการฟังเพลงนั้นมีมากมาย ทำให้เกิดผลดีกับตัวดิฉันเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ดิฉันยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับประโยคต่างๆ กับการพูดในสถานการณ์ที่อยู่ในโรงแรมหรือเรียกอีกอย่างว่า ภาษาอังกฤษเพื่อการโรงแรม

Edutainment มาจากคำว่า Education + Entertainment ซึ่งหมายถึงการศึกษาและความบันเทิง  เมื่อนำมารวมกันก็จะมีความหมายว่า การศึกษาที่เน้นการให้ความรู้สาระต่างๆ ในบรรยากาศที่สร้างความสนุกสนาน เพลิดเพลิน เป็นการรวมกิจกรรมด้านบันเทิงเข้ากับด้านการศึกษาได้ ทั้งนี้การจัดการศึกษาในรูปแบบนี้ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย ตัวอย่างเช่น การนำรูปแบบ Edutainment มาประยุกต์ใช้ที่น่าสนใจแห้งหนึ่งคือ การศึกษาเชิงหรรษา ของคณะศึกษาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นับเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ตอบสนองรูปแบบการเรียนรู้แบบ Edutainment ได้เป็นอย่างดี

การเรียนรู้ในรูปแบบการฟังถือเป็นการพัฒนาการเรียนรู้ในรูปแบบหนึ่งที่สามารถทำให้เราเก่งภาษามากยิ่งขึ้น ซึ่งการฟังนั้นอาศัยการฝึก 2 รูปแบบควบคู่กันไป ได้แก่ การฟังแบบจับใจความทั้งหมดคือในขณะที่ฟังให้ฝึกจับใจความโดยการสร้างมโนภาพตาม โยเราต้องพยายามจับคำหลักและแปลงหรือจินตนาการเป็นภาพให้เร็วที่สุด ต่อมาพยายามฟังคำศัพท์ให้ได้มากที่สุด เพื่อจะทำให้ง่ายต่อความเข้าใจ ต่อมาคืออ่านหนังสื่อภาษาอังกฤษเพื่อเรียนรู้ว่าเจ้าของภาษาเขาเลือกใช้คำศัพท์อย่างไร ในแต่ละสถานการณ์ ประการที่สองคือ การฝึกฟังแบบลงรายละเอียด จะต้องฝึกอย่างตั้งใจและพยายามสังเกตว่า เจ้าของภาษาออกเสียงอย่างไรและให้ฝึกออกเสียงตาม

นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการฟังแบบที่สองคือ การฟังแบบลงรายละเอียด พยายามฟังอย่างตั้งใจและสังเกตว่าเจ้าของภาษาออกเสียงอย่างไรและออกเสียงตาม และสังเกตไวยากรณ์และคำศัพท์ใช้อย่างไรในบริบทนั้นๆ นั้นคือเราจะได้ฝึกฟังภาษาอังกฤษบ่อยๆจากการดูภาพยนตร์ต่างประเทศ ฟังเพลง หรือการฟังข่าว เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้ การดูหนังต่างประเทศนั้น เราควรฝึกฟังจากภาษาอังกฤษก่อน และให้สังเกตการณ์แสดงสีหน้าความรู้สึกของตัวละคร

ดิฉันจึงได้เลือกทักษะการฟัง การฟังเพลง Love story ซึ่งเมื่อดิฉันได้เริ่มฟังก็พยายามจับใจความ พยายามสังเกตไวยากรณ์และคำศัพท์ที่พอจะฟังเข้าใจ และยังได้ทบทวนเรื่อง tense อีกด้วย เช่น ประโยคที่ว่า We were born young when I first saw you จะเป็น past simple tense เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขาตั้งแต่เด็ก นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ อีกด้วย เช่น balcony  แปลว่า ระเบียง , staircase แปลว่า บันไดทอดหนึ่ง และ begging แปลว่า ขอ และยังได้ฟังสำเนียงเสียงที่ถูกต้องอีกด้วย

รายการโทรทัศน์ก็เป็นสื่อการเรียนรู้อย่างหนึ่งที่สามารถทำให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ ดิฉันจึงได้ดูรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง คือ ภาษาอังกฤษติดล้อ ซึ่งเป็นตอนธุรกิจการโรงแรมหรือเรียกอีกอย่างว่าภาษาอังกฤษเพื่อการโรงแรมนั่นเอง จากการไม่ดูและได้ฟังนั้นมีประโยคและบทสนทนามากมายที่สามารถทำให้เราสามารถนำไปใช้ในสถานการณ์จริงไม่ว่าจะเป็นการสอบถาม การ Check-in , Check-out เป็นต้น ตัวอย่างเช่น  I would like a room , please. ฉันต้องการห้องพัก , Do you have a reservation? คุณได้จองห้องพักไว้รึเปล่า , ประโยคดังกล่าวจะใช้ในการ Check-in หรือเมื่อต้องการเข้าห้องพักนั่นเอง และยังได้คำศัพท์ใหม่ๆจากการดูคือ poster = พนักงานขนกระเป๋า , doorman = พนักงานเปิดประตู , check-in = ลงทะเบียนห้องพัก และ check-out = คืนห้อง เป็นต้น

นอกจากนี้ชมการใช้ภาษาอังกฤษในโรงแรมแล้วดิฉันได้เลือกดูภาษาอังกฤษที่ใช้ในสถานการณ์ที่อยู่โรงพยาบาล เมื่อเราอยู่ในสถานการณ์จริงๆที่โรงพยาบาลสิ่งแรกที่เราต้องทำคือต้องไปที่ Registration counter หรือเรียกว่า เวชระเบียน  เรามาเพื่อกรอกประวัตินั้นเอง หลายคนที่เรียก ICU กันติดจนติดปากแท้จริงแล้วมันย่อมาจาก คำว่า Intensive care unit ห้องฉุกเฉิน หรือเมื่อเราป่วยเราต้องเข้าไปในห้องตรวจ ภาษาอังกฤษคือ Examination room หากคุณหมอจะสอบถามคนไข้ว่าแพ้ยาอะไรหรือเปล่า จะใช้ภาษาอังกฤษว่า Are you allergic to any drugs? และถ้าเราจะบอกว่า เท่าที่ผ่านมาฉันยังไม่เคยแพ้ยาอะไรให้บอกว่า So far , I am not allergic to any drugs.  และเมื่อเราเข้าพบคุณหมอจะถามว่า What is your symptom. คุณมีอาการเจ็บป่วยอะไรมาครับ เราสามารถตอบไปได้ว่า  I think I have a cold. ฉันคิดว่าน่าจะเป็นไข้หวัดหรืออาจจะบอกอาการอื่นๆก็ได้ นอกจากนี้ได้เรียนรู้คำศัพท์ที่เกี่ยวกับเรื่องในโรงพยาบาลหรืออาการป่วยต่างๆอีกด้วย เช่น nausea = คลื่นไส้ , headache = ปวดหัว , stomachache = ปวดท้อง , high fever = ไข้สูง เป็นต้น

จากการที่ดิฉันได้เรียนรู้ดิฉันคิดว่าการเรียนรู้แบบ Edutainment นั้นเป็นการเรียนรู้ที่ดีมากในรูปแบบหนึ่ง เพราะเป็นการเรียนรู้ที่ได้ทั้งความรู้และความบันเทิงควบคู่กันไปด้วย เด็กบางคนมีสมาธิสั้น การเรียนอย่างเดียวที่ไม่มีความบันเทิงอาจทำให้เขารู้สึกเบื่อ ไม่ดึงดูดใจเขาจึงเกิดความไม่อยากเรียนรู้ ดังนั้นการแทรกความบันเทิงเข้าไปจะทำให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการเรียนรู้ที่มีความบันเทิง ความสนุกสนาน ได้ด้วยนั้นสามารถทำได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง การฟังเพลง การฟังข่าว การดูรายการ สารคดีต่างๆของต่างประเทศ ก็สามารถทำให้เราเกิดการเรียนรู้แบบ Edutainment ได้อย่างง่ายดาย

Learning log 7 (สิ่งที่ได้เรียนรู้ในห้องเรียน)


ถ้าเราพูดถึง If - Clauseหรือ Conditional Sentences ที่เป็นประโยคที่มีข้อความแสดงเงื่อนไข หลาย ๆ คนอาจยังไม่เข้าใจ แต่ถ้านึกถึง  If – Clause ภาษาไทยนั้นก็คือ ถ้า....แล้ว.... ซึ่งเป็นประโยคที่หลาย ๆ คนพูดกันติดปาก เช่น ถ้าฝนตก ฉันจะอยู่บ้าน , ถ้าฉันเป็นมหาเศรษฐี ฉันจะซื้อทุกอย่างในโลกนี้ หรือถ้าเมื่อวานฉันทำงานเสร็จ วันนี้ฉันคงสบายไปแล้ว และ If – Clause ในภาษาอังกฤษจะแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ If – Clause ที่แสดงเงื่อนไข ที่เป็นไปได้ สามารถเป็นจริงได้ ต่อมาคือ If – Clause ที่แสดงเงื่อนไขแบบเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบันหรือการมโนสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้นและ If – Clause เป็นเงื่อนที่เป็นไปไม่ได้ในอดีตที่ผ่านมาแล้ว

If – Clause หรือ Conditional Sentences คือประโยคที่มีข้อความแสดงเงื่อนไข Conditional ซึ่งประกอบด้วยประโยคเล็ก ๆ 2 ประโยครวมกัน และเชื่อมด้วย Conditional “If” ประโยคที่นำหน้าด้วย If แสดงเงื่อนไขเราเรียกว่า If – Clause และประโยคที่แสดงผลเงื่อนไขนั้นเราเรียกว่า main clause ตัวอย่าง If it rains, I with stay at home โดยประโยค If it rains นั้นเป็น If – Clause ส่วน I will stay at home นั้นเป็น main clause ซึ่ง If – Clause  นั้นจะแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ รูปแบบแรกคือ If – Clause  ที่แสดงความเป็นไปได้สูงหรือที่สามารถเป็นไปได้จริงเสมอ ซึ่งจะมีโครงสร้างคือ If + Present Simple , S + will หรือ S + will + if + Present Simple ถ้าวาง If ไว้หน้าประโยคให้ใส่ comma ขั้นระหว่างประโยค 2 ประโยค ต่อมารูปแบบที่ 2 คือ If clause ที่ใช้สมมติในสิ่งที่ไม่เป็นความจริงหรือจินตนาการให้เกิดขึ้น และรูปแบบที่ 3 คือ ใช้สมมติเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาแล้วหรือสมมติเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้

If – Clause   ที่แสดงความเป็นไปได้หรือที่สามารถเป็นจริงที่อยู่ในปัจจุบันหรือเรียกว่า Present real ซึ่งจะมีโครงสร้างคือ if + Present Simple, S +will +V1 ตัวอย่างเช่น If it rains, the streets are flooded. ถ้าฝนตกก็จะท่วมถนน If we freeze water, it will change into ice. ถ้าเราทำให้น้ำถึงจุดเยือกแข็ง น้ำก็จะเปลี่ยนเป็นน้ำแข็ง. If I have time, I will help you. ถ้าฉันมีเวลา ฉันจะช่วยคุณ จากตัวอย่างประโยคที่กล่าวมานั้น จะเห็นได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ต่อมาเป็น If – Clause   ที่ใช้สมมติในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง , จินตนาการให้เกิดขึ้นในเหตุการณ์ที่เป็นปัจจุบันหรือเรียกว่าการมโนนั้นเอง ซึ่งมีโครงสร้างคือ If + Past simple, s+ would +v1 หรือ S+would+v1 ,  if + Past simpleตัวอย่างประโยค เช่น If I were bird, I could fly. ถ้าผมเป็นนก ผมก็คงบินได้ If the earth had 2 moons , the night sky would be so excite. ถ้าโลกนี้มีดวงจันทร์ 2 ดวงบนท้องฟ้ายามค่ำคืนจะประหลาดยิ่ง ซึ่งจากตัวอย่างที่กล่าวมานั้นจะเห็นว่า เป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถเป็นไปได้และคล้ายกับเป็นการมโนหรือจินตาการนั้นเอง

If – Clause   ก็ใช้กับการสมมติที่เป็นไปไม่ได้ หรือตรงกันข้ามกับความจริง ที่ผ่านมาแล้วในอดีตซึ่งมีโครงสร้าง คือ If + Past perfect, S + would + have + V3 ตัวอย่างเช่น If I had got some advice, I might have bought that stock. ถ้าบังเอิญผมได้รับคำแนะนำ ผมก็คงซื้อหุ้นตัวนั้นได้ If I had set my alarm clock, I could have woken up early. ถ้าผมตั้งนาฬิกาปลุกไว้ ผมก็คงตื่นเช้า ด้งนั้นสังเกตได้ว่า If – Clause   รูปแบบที่ 2 และ 3 จะมีข้อแตกต่างกันเล็กน้อยที่สุดก็คือ ในรูปแบบที่ 2 จะเป็นการมโนเหตุการณ์ในปัจจุบันและไม่มีทางเป็นไปได้ เรียกว่า Present Unreal นั้นเอง และในรูปแบบที่ 3 นั้นจะเป็นการมโนเหตุการณ์ในอดีต ซึ่งไม่มีทางเป็นได้ เรียกว่า Past unreal นั่นเอง

การรู้คำศัพท์เยอะ ๆ ทำให้เราสามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งคำศัพท์นั้นมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก เช่น ทักษะด้านการฟัง เมื่อเราฟังภาษาอังกฤษ ถ้าเรารู้คำศัพท์เราก็จะฟังเข้าใจมากยิ่งขึ้น ทักษะการพูด เมื่อเราต้องการที่จะสนทนา เราก็จำเป็นต้องรู้คำศัพท์ต่าง ๆ ให้มากเพื่อการพูดจะได้คล่องมากยิ่งขึ้น สุดท้ายคือทักษะการเขียน ไม่ว่าจะเป็นการเขียนความเรียงหรือการเขียนประโยคอะไรก็ตาม ก็ต้องใช้คำศัพท์ที่หลากหลายทั้งนั้น จะเห็นได้ว่าคำศัพท์มีความสำคัญกับการเรียนเป็นอย่างมาก ยิ่งเราฝึกฝนเยอะเท่าไรยิ่งเป็นผลดีต่อตัวเรา นอกจากนี้จากการเรียนรู้ดิฉันได้รู้จักกับเว็บไซด์ที่เป็นการทดสอบความรู้คำศัพท์ของเราคือ  www.vocabularysize.com ซึ่งมาจากการที่ดิฉันได้ทำแบบทดสอบทั้งหมด 140 ข้อ ผลสรุปออกมาว่า ดิฉันรู้คำศัพท์น้อยมาก ในขณะที่ทำมีแต่ศัพท์ที่ดิฉันไม่เคยเห็นมาก่อน ดังนั้น ดิฉันจึงต้องพัฒนาตัวเองให้มากขึ้น

จากการได้เรียนรู้ในห้องเรียนนั้นในเรื่องของ If – Clause   ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท หรือ 3 เงื่อนไขต่อมาคือ เงื่อนไขที่หนึ่งได้กล่าวว่าเป็นแสดงถึงความเป็นไปได้หรือสามารถเป็นจริงได้ในปัจจุบัน เงื่อนไขต่อมาคือ การแสดงถึงสิ่งที่ไม่เป็นความจริงแต่จินตนาการอยากให้เป็นจริง หรือเรียกอีกอย่างหว่าเป็นการมโนนั้นเอง เงื่อนไขที่สามคือการสมมติหรือพูดถึงสิ่งที่สามารถ..ไปได้ หรือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความจริงที่ผ่านมาแล้วในอดีตไม่สามารถย้อนกลับไปได้ ทุกเงื่อนไขเราล้วนเจอในชีวิตประจำวันของเราเพราะบางครั้งเราชอบแสดงเงื่อนไขของตนเองขึ้นมา ต่อมายังได้รู้จักเว็บไซด์ที่สามารถทดสอบเราในเรื่องของคำศัพท์ว่าเรารู้จักคำศัพท์ขนาดไหน เมื่อลองใช้หรือทดสอบแล้ว สรุปว่าดิฉันรู้จักคำศัพท์น้อยมาก และเมื่อรู้แล้วดิฉันคิดว่าต้องพัฒนาตนเองอีกมากมาย เพื่อให้เราเก่งภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น