วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Learning log 8 (สิ่งที่ได้เรียนรู้ในห้องเรียน)


Noun Clause คืออนุประโยคที่ทำหน้าที่เสมือนคำนามหนึ่งที่อยู่ในประโยค ในการสนทนาในชีวิตประจำวันของเรา เราอาจเคยได้ยินหรือเคยได้ใช้ Noun Clause โดยไม่รู้ตัวว่าใช้อยู่ เช่น I think you are very pretty. ประโยคเต็มที่เป็นทางการคือ I think that you are very pretty. , I hope you pass the exam. ประโยคเต็มเป็นทางการคือ I hope that you pass the exam. Noun Clause เหล่านี้เมื่ออยู่ในตำแหน่งประธานเราจะเรียกมันว่า Subject Noun Clause และเมื่อ Noun Clause นั้นอยู่ในตำแหน่งของกรรมเราจะเรียกมันว่า Object Noun Clause

                ตัวอย่างประโยคที่มี Subject Noun Clause คือ That scores are going down is clear.ที่ว่าคะแนลดลงเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด ต่อมาเป็นตัวอย่างประโยค Object Noun Clause คือ I feel that you overestimated the damages. ผมรู้สึกว่าคุณประมาณการความเสียหายเกินความจริง ซึ่ง Object Noun Clause จะอยู่คู่กับ main clause ของประโยคเสมอ  โดยประโยคจะเริ่มด้วย main clause แล้วตามด้วย Object Noun Clause โดยไม่ต้องมีเครื่องหมาย comma คั่น Object Noun Clause นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ดังต่อไปนี้  Noun Clause ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า that , Noun Clause ที่ขึ้นต้นด้วย wh-Words และ Noun Clause ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า if หรือ whether

Noun Clause ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า that มีหลักการใช้ดังต่อไปนี้ ประการแรกคือ ใช้ตามหลัง Verbs บางตัวที่แสดงความรู้สึก ความคิด หรือ ความคิดเห็น เช่น agree, feel, know, remember, believe, forget, realize, think, doubt, hope, recognize, understand เป็นต้น เช่น I agree that we should follow him. ฉันเห็นด้วยที่ว่าเราควรคิดตามเขา หลักการใช้ต่อมาคือ ถ้าเป็นภาษาพูด มักจะละคำว่า that ซึ่งเป็นคำขึ้นต้น clause เช่น I think that it’s red, not blue. (เป็นภาษาทางการ) ถ้าภาษาพูจะได้ว่าI think it’s red, not blue.

                การใช้ Object noun clause นั้น Verbs ใน main clauses มักจะเป็น present tense แต่ verbs ใน noun clauses จะเป็น tense อะไรก็ได้ เช่น I believe it’s raining. (now) I believe it’ll rain. (very soon) I believe it rained. (a moment ago)  ในการสนทนา ถ้าต้องการหลีกเลี่ยงการพูดคำว่า that บ่อยเกินไป หรือไม่ต้องการพูด noun clause ซ้ำ สามารถตอบโดยใช้คำว่า so หรือ not หลัง main clauses ได้ เช่น Surat: Is Surawee here today?  Dendao: I think so.   (คำพูดเต็มๆก็คือ I think that Surawee is here today.)

                การใช้ Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วย Wh-Words (ได้แก่คำว่า what where when why how) ประการแรกคือ Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วย Wh-Words มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Indirect wh-questions และแม้ว่า noun clauses เหล่านี้จะขึ้นต้นด้วยคำแสดงคำถาม แต่ลำดับคำ (word order) ในอนุประโยคนี้ จะเป็นลำดับคำของประโยคบอกเล่า ไม่ใช่ลำดับคำของประโยคคำถาม เช่น I know why he comes home very late.(ไม่ใช่ why does he come home very late)I don’t know when he will arrive.(ไม่ใช่ when will he arrive) หลักการต่อมาคือ การใช้เครื่องหมายวรรคตอนของประโยคจะเป็นไปตามลักษณะของ main clause กล่าวคือ ถ้า main clause เป็นคำถามจะใช้เครื่องหมาย question mark ปิดประโยค ถ้า main clause เป็นบอกเล่า จะใช้เครื่องหมาย full stop ปิดประโยค เช่น  Could you tell me where the elevators are?(Main clause เป็นคำถาม)I’m wondering where the elevators are.(Main clause เป็นบอกเล่า)

                เราใช้ Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วย Wh-Words เพื่อแสดงให้คู่สนทนาทราบว่า เราไม่รู้ หรือเราไม่แน่ใจ เช่น I don’t know how much it costs.I would like to know when our next meeting will be.
I’m not sure which house is his.
และใช้ Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วย Wh-Words เพื่อถามหาข้อมูลอย่างสุภาพ  เช่น Could you tell me who are injured in the accident?  Can you tell me what time the show starts?

                เราใช้ Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วย if หรือ whether คือ indirect yes/no questions นั่นเองเช่น Direct Question: Did they pass the exam?  Indirect Question: I don’t know if they passed the exam. (if they passed the exam เป็น Noun Clause) ลำดับคำในประโยค และเครื่องหมายจบประโยค ใช้หลักการเดียวกับ noun clause ที่ขึ้นต้นด้วย Wh-Words  เราจะขึ้นต้น Noun Clauses ด้วยคำว่า if หรือ whether ก็ได้ แต่มักใช้ whether ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างเป็นทางการ Tell me if you want to go with us or not. ต่อมา เรา ใช้ Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วย if หรือ whether เมื่อ main clause แสดงการใช้ความคิด หรือความคิดคำนึง เช่น I can’t remember if I had already paid him. , I wonder whether he will arrive in time. และเราจะ ใช้ Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วย if หรือ whether เมื่อต้องการถามคำถามอย่างสุภาพ  เช่น Do you know if the principal is in his office.  Can you tell me whether the tickets include drinks?

                จากข้อมูลด้านบนที่ได้กล่าวมาแล้วว่า เราจะละ that ในประโยค Noun Clauses ได้ ซึ่งมีอยู่หลายกรณีคือ กรณีที่ Noun Clausesเป็น Object เช่น We believe that he told the truth. ต่อมาคือ กรณีที่ Noun Clauses เป็น Subject complement  เช่น The reason is that he speaks English fluently. และกรณีที่ตามหลังคำคุณศัพท์ เช่น I am sure that he can get a good job. แต่ก็มีบางกรณีที่เราไม่สามรถละ That ได้ เช่น กรณีเมื่อ that-clause ขึ้นต้นประโยค เช่น That coffee grows in Brazil is true. ที่ว่ากาแฟปลูกในประเทศบราซิลนั้นเป็นความจริง , That she had decided to be engaged frightened me very much. ที่ว่าหล่อนได้ตัดสินใจที่จะรับหมั้นนั้นทำให้ผมตกใจมากๆ

                ยังมีกรณีที่สองกรณีที่ไม่สามรถละ that ได้คือ เมื่อ that-clause เป็นคำซ้อนนามที่อยู่ข้างหน้ามัน The news that he was murderer is not true. ข่าวว่าที่เขาเป็นฆาตกรนั้นไม่เป็นความจริงเลย , His belief that the earth moves round the sun is correct. ความเชื่อของเขาที่ว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์เป็นเรื่องจริงละ that ในกรณีที่เมื่อ that-clause อยู่หลัง It is หรือ เช่น  It is true that earth  moves round the sun. เป็นความจริงที่ว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ , It is impossible that he has done this by himself. เป็นไปไม่ได้ที่ว่าเขาทำสิ่งนี้ด้วยตัวเอง

 

 

 

 

 

Learning log 7 (สิ่งที่ได้เรียนรู้นอกห้องเรียน)


เมื่อพูถุงสื่อออนไลน์ในปัจจุบันมีทั้งให้ความบันเทิงและให้ความรู้ ซึ่งมีสื่อออนไลน์หลายสื่อที่รวบรวมทั้งความบันเทิงและความรู้เข้าด้วยกัน ทำให้ผู้เรียนมีความสนใจในการเรียนมากยิ่งขึ้น  ซึ่งสิ่งที่พูดมาดังกล่าวจะเรียกว่า Edutainment การเรียนรู้แบบนี้จะทำให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากสื่อต่างๆไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ วีซีดี ดีวีดี หรืออินเตอร์เน็ต เป็นต้น ดิฉันจึงได้ฝึกการฟังจากสื่อต่างๆเหล่านี้ โยการฟังเพลง และประโยชน์จากการฟังเพลงนั้นมีมากมาย ทำให้เกิดผลดีกับตัวดิฉันเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ดิฉันยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับประโยคต่างๆ กับการพูดในสถานการณ์ที่อยู่ในโรงแรมหรือเรียกอีกอย่างว่า ภาษาอังกฤษเพื่อการโรงแรม

Edutainment มาจากคำว่า Education + Entertainment ซึ่งหมายถึงการศึกษาและความบันเทิง  เมื่อนำมารวมกันก็จะมีความหมายว่า การศึกษาที่เน้นการให้ความรู้สาระต่างๆ ในบรรยากาศที่สร้างความสนุกสนาน เพลิดเพลิน เป็นการรวมกิจกรรมด้านบันเทิงเข้ากับด้านการศึกษาได้ ทั้งนี้การจัดการศึกษาในรูปแบบนี้ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย ตัวอย่างเช่น การนำรูปแบบ Edutainment มาประยุกต์ใช้ที่น่าสนใจแห้งหนึ่งคือ การศึกษาเชิงหรรษา ของคณะศึกษาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นับเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ตอบสนองรูปแบบการเรียนรู้แบบ Edutainment ได้เป็นอย่างดี

การเรียนรู้ในรูปแบบการฟังถือเป็นการพัฒนาการเรียนรู้ในรูปแบบหนึ่งที่สามารถทำให้เราเก่งภาษามากยิ่งขึ้น ซึ่งการฟังนั้นอาศัยการฝึก 2 รูปแบบควบคู่กันไป ได้แก่ การฟังแบบจับใจความทั้งหมดคือในขณะที่ฟังให้ฝึกจับใจความโดยการสร้างมโนภาพตาม โยเราต้องพยายามจับคำหลักและแปลงหรือจินตนาการเป็นภาพให้เร็วที่สุด ต่อมาพยายามฟังคำศัพท์ให้ได้มากที่สุด เพื่อจะทำให้ง่ายต่อความเข้าใจ ต่อมาคืออ่านหนังสื่อภาษาอังกฤษเพื่อเรียนรู้ว่าเจ้าของภาษาเขาเลือกใช้คำศัพท์อย่างไร ในแต่ละสถานการณ์ ประการที่สองคือ การฝึกฟังแบบลงรายละเอียด จะต้องฝึกอย่างตั้งใจและพยายามสังเกตว่า เจ้าของภาษาออกเสียงอย่างไรและให้ฝึกออกเสียงตาม

นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการฟังแบบที่สองคือ การฟังแบบลงรายละเอียด พยายามฟังอย่างตั้งใจและสังเกตว่าเจ้าของภาษาออกเสียงอย่างไรและออกเสียงตาม และสังเกตไวยากรณ์และคำศัพท์ใช้อย่างไรในบริบทนั้นๆ นั้นคือเราจะได้ฝึกฟังภาษาอังกฤษบ่อยๆจากการดูภาพยนตร์ต่างประเทศ ฟังเพลง หรือการฟังข่าว เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้ การดูหนังต่างประเทศนั้น เราควรฝึกฟังจากภาษาอังกฤษก่อน และให้สังเกตการณ์แสดงสีหน้าความรู้สึกของตัวละคร

ดิฉันจึงได้เลือกทักษะการฟัง การฟังเพลง Love story ซึ่งเมื่อดิฉันได้เริ่มฟังก็พยายามจับใจความ พยายามสังเกตไวยากรณ์และคำศัพท์ที่พอจะฟังเข้าใจ และยังได้ทบทวนเรื่อง tense อีกด้วย เช่น ประโยคที่ว่า We were born young when I first saw you จะเป็น past simple tense เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขาตั้งแต่เด็ก นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ อีกด้วย เช่น balcony  แปลว่า ระเบียง , staircase แปลว่า บันไดทอดหนึ่ง และ begging แปลว่า ขอ และยังได้ฟังสำเนียงเสียงที่ถูกต้องอีกด้วย

รายการโทรทัศน์ก็เป็นสื่อการเรียนรู้อย่างหนึ่งที่สามารถทำให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ ดิฉันจึงได้ดูรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง คือ ภาษาอังกฤษติดล้อ ซึ่งเป็นตอนธุรกิจการโรงแรมหรือเรียกอีกอย่างว่าภาษาอังกฤษเพื่อการโรงแรมนั่นเอง จากการไม่ดูและได้ฟังนั้นมีประโยคและบทสนทนามากมายที่สามารถทำให้เราสามารถนำไปใช้ในสถานการณ์จริงไม่ว่าจะเป็นการสอบถาม การ Check-in , Check-out เป็นต้น ตัวอย่างเช่น  I would like a room , please. ฉันต้องการห้องพัก , Do you have a reservation? คุณได้จองห้องพักไว้รึเปล่า , ประโยคดังกล่าวจะใช้ในการ Check-in หรือเมื่อต้องการเข้าห้องพักนั่นเอง และยังได้คำศัพท์ใหม่ๆจากการดูคือ poster = พนักงานขนกระเป๋า , doorman = พนักงานเปิดประตู , check-in = ลงทะเบียนห้องพัก และ check-out = คืนห้อง เป็นต้น

นอกจากนี้ชมการใช้ภาษาอังกฤษในโรงแรมแล้วดิฉันได้เลือกดูภาษาอังกฤษที่ใช้ในสถานการณ์ที่อยู่โรงพยาบาล เมื่อเราอยู่ในสถานการณ์จริงๆที่โรงพยาบาลสิ่งแรกที่เราต้องทำคือต้องไปที่ Registration counter หรือเรียกว่า เวชระเบียน  เรามาเพื่อกรอกประวัตินั้นเอง หลายคนที่เรียก ICU กันติดจนติดปากแท้จริงแล้วมันย่อมาจาก คำว่า Intensive care unit ห้องฉุกเฉิน หรือเมื่อเราป่วยเราต้องเข้าไปในห้องตรวจ ภาษาอังกฤษคือ Examination room หากคุณหมอจะสอบถามคนไข้ว่าแพ้ยาอะไรหรือเปล่า จะใช้ภาษาอังกฤษว่า Are you allergic to any drugs? และถ้าเราจะบอกว่า เท่าที่ผ่านมาฉันยังไม่เคยแพ้ยาอะไรให้บอกว่า So far , I am not allergic to any drugs.  และเมื่อเราเข้าพบคุณหมอจะถามว่า What is your symptom. คุณมีอาการเจ็บป่วยอะไรมาครับ เราสามารถตอบไปได้ว่า  I think I have a cold. ฉันคิดว่าน่าจะเป็นไข้หวัดหรืออาจจะบอกอาการอื่นๆก็ได้ นอกจากนี้ได้เรียนรู้คำศัพท์ที่เกี่ยวกับเรื่องในโรงพยาบาลหรืออาการป่วยต่างๆอีกด้วย เช่น nausea = คลื่นไส้ , headache = ปวดหัว , stomachache = ปวดท้อง , high fever = ไข้สูง เป็นต้น

จากการที่ดิฉันได้เรียนรู้ดิฉันคิดว่าการเรียนรู้แบบ Edutainment นั้นเป็นการเรียนรู้ที่ดีมากในรูปแบบหนึ่ง เพราะเป็นการเรียนรู้ที่ได้ทั้งความรู้และความบันเทิงควบคู่กันไปด้วย เด็กบางคนมีสมาธิสั้น การเรียนอย่างเดียวที่ไม่มีความบันเทิงอาจทำให้เขารู้สึกเบื่อ ไม่ดึงดูดใจเขาจึงเกิดความไม่อยากเรียนรู้ ดังนั้นการแทรกความบันเทิงเข้าไปจะทำให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการเรียนรู้ที่มีความบันเทิง ความสนุกสนาน ได้ด้วยนั้นสามารถทำได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง การฟังเพลง การฟังข่าว การดูรายการ สารคดีต่างๆของต่างประเทศ ก็สามารถทำให้เราเกิดการเรียนรู้แบบ Edutainment ได้อย่างง่ายดาย

Learning log 7 (สิ่งที่ได้เรียนรู้ในห้องเรียน)


ถ้าเราพูดถึง If - Clauseหรือ Conditional Sentences ที่เป็นประโยคที่มีข้อความแสดงเงื่อนไข หลาย ๆ คนอาจยังไม่เข้าใจ แต่ถ้านึกถึง  If – Clause ภาษาไทยนั้นก็คือ ถ้า....แล้ว.... ซึ่งเป็นประโยคที่หลาย ๆ คนพูดกันติดปาก เช่น ถ้าฝนตก ฉันจะอยู่บ้าน , ถ้าฉันเป็นมหาเศรษฐี ฉันจะซื้อทุกอย่างในโลกนี้ หรือถ้าเมื่อวานฉันทำงานเสร็จ วันนี้ฉันคงสบายไปแล้ว และ If – Clause ในภาษาอังกฤษจะแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ If – Clause ที่แสดงเงื่อนไข ที่เป็นไปได้ สามารถเป็นจริงได้ ต่อมาคือ If – Clause ที่แสดงเงื่อนไขแบบเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบันหรือการมโนสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้นและ If – Clause เป็นเงื่อนที่เป็นไปไม่ได้ในอดีตที่ผ่านมาแล้ว

If – Clause หรือ Conditional Sentences คือประโยคที่มีข้อความแสดงเงื่อนไข Conditional ซึ่งประกอบด้วยประโยคเล็ก ๆ 2 ประโยครวมกัน และเชื่อมด้วย Conditional “If” ประโยคที่นำหน้าด้วย If แสดงเงื่อนไขเราเรียกว่า If – Clause และประโยคที่แสดงผลเงื่อนไขนั้นเราเรียกว่า main clause ตัวอย่าง If it rains, I with stay at home โดยประโยค If it rains นั้นเป็น If – Clause ส่วน I will stay at home นั้นเป็น main clause ซึ่ง If – Clause  นั้นจะแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ รูปแบบแรกคือ If – Clause  ที่แสดงความเป็นไปได้สูงหรือที่สามารถเป็นไปได้จริงเสมอ ซึ่งจะมีโครงสร้างคือ If + Present Simple , S + will หรือ S + will + if + Present Simple ถ้าวาง If ไว้หน้าประโยคให้ใส่ comma ขั้นระหว่างประโยค 2 ประโยค ต่อมารูปแบบที่ 2 คือ If clause ที่ใช้สมมติในสิ่งที่ไม่เป็นความจริงหรือจินตนาการให้เกิดขึ้น และรูปแบบที่ 3 คือ ใช้สมมติเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาแล้วหรือสมมติเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้

If – Clause   ที่แสดงความเป็นไปได้หรือที่สามารถเป็นจริงที่อยู่ในปัจจุบันหรือเรียกว่า Present real ซึ่งจะมีโครงสร้างคือ if + Present Simple, S +will +V1 ตัวอย่างเช่น If it rains, the streets are flooded. ถ้าฝนตกก็จะท่วมถนน If we freeze water, it will change into ice. ถ้าเราทำให้น้ำถึงจุดเยือกแข็ง น้ำก็จะเปลี่ยนเป็นน้ำแข็ง. If I have time, I will help you. ถ้าฉันมีเวลา ฉันจะช่วยคุณ จากตัวอย่างประโยคที่กล่าวมานั้น จะเห็นได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ต่อมาเป็น If – Clause   ที่ใช้สมมติในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง , จินตนาการให้เกิดขึ้นในเหตุการณ์ที่เป็นปัจจุบันหรือเรียกว่าการมโนนั้นเอง ซึ่งมีโครงสร้างคือ If + Past simple, s+ would +v1 หรือ S+would+v1 ,  if + Past simpleตัวอย่างประโยค เช่น If I were bird, I could fly. ถ้าผมเป็นนก ผมก็คงบินได้ If the earth had 2 moons , the night sky would be so excite. ถ้าโลกนี้มีดวงจันทร์ 2 ดวงบนท้องฟ้ายามค่ำคืนจะประหลาดยิ่ง ซึ่งจากตัวอย่างที่กล่าวมานั้นจะเห็นว่า เป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถเป็นไปได้และคล้ายกับเป็นการมโนหรือจินตาการนั้นเอง

If – Clause   ก็ใช้กับการสมมติที่เป็นไปไม่ได้ หรือตรงกันข้ามกับความจริง ที่ผ่านมาแล้วในอดีตซึ่งมีโครงสร้าง คือ If + Past perfect, S + would + have + V3 ตัวอย่างเช่น If I had got some advice, I might have bought that stock. ถ้าบังเอิญผมได้รับคำแนะนำ ผมก็คงซื้อหุ้นตัวนั้นได้ If I had set my alarm clock, I could have woken up early. ถ้าผมตั้งนาฬิกาปลุกไว้ ผมก็คงตื่นเช้า ด้งนั้นสังเกตได้ว่า If – Clause   รูปแบบที่ 2 และ 3 จะมีข้อแตกต่างกันเล็กน้อยที่สุดก็คือ ในรูปแบบที่ 2 จะเป็นการมโนเหตุการณ์ในปัจจุบันและไม่มีทางเป็นไปได้ เรียกว่า Present Unreal นั้นเอง และในรูปแบบที่ 3 นั้นจะเป็นการมโนเหตุการณ์ในอดีต ซึ่งไม่มีทางเป็นได้ เรียกว่า Past unreal นั่นเอง

การรู้คำศัพท์เยอะ ๆ ทำให้เราสามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งคำศัพท์นั้นมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก เช่น ทักษะด้านการฟัง เมื่อเราฟังภาษาอังกฤษ ถ้าเรารู้คำศัพท์เราก็จะฟังเข้าใจมากยิ่งขึ้น ทักษะการพูด เมื่อเราต้องการที่จะสนทนา เราก็จำเป็นต้องรู้คำศัพท์ต่าง ๆ ให้มากเพื่อการพูดจะได้คล่องมากยิ่งขึ้น สุดท้ายคือทักษะการเขียน ไม่ว่าจะเป็นการเขียนความเรียงหรือการเขียนประโยคอะไรก็ตาม ก็ต้องใช้คำศัพท์ที่หลากหลายทั้งนั้น จะเห็นได้ว่าคำศัพท์มีความสำคัญกับการเรียนเป็นอย่างมาก ยิ่งเราฝึกฝนเยอะเท่าไรยิ่งเป็นผลดีต่อตัวเรา นอกจากนี้จากการเรียนรู้ดิฉันได้รู้จักกับเว็บไซด์ที่เป็นการทดสอบความรู้คำศัพท์ของเราคือ  www.vocabularysize.com ซึ่งมาจากการที่ดิฉันได้ทำแบบทดสอบทั้งหมด 140 ข้อ ผลสรุปออกมาว่า ดิฉันรู้คำศัพท์น้อยมาก ในขณะที่ทำมีแต่ศัพท์ที่ดิฉันไม่เคยเห็นมาก่อน ดังนั้น ดิฉันจึงต้องพัฒนาตัวเองให้มากขึ้น

จากการได้เรียนรู้ในห้องเรียนนั้นในเรื่องของ If – Clause   ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท หรือ 3 เงื่อนไขต่อมาคือ เงื่อนไขที่หนึ่งได้กล่าวว่าเป็นแสดงถึงความเป็นไปได้หรือสามารถเป็นจริงได้ในปัจจุบัน เงื่อนไขต่อมาคือ การแสดงถึงสิ่งที่ไม่เป็นความจริงแต่จินตนาการอยากให้เป็นจริง หรือเรียกอีกอย่างหว่าเป็นการมโนนั้นเอง เงื่อนไขที่สามคือการสมมติหรือพูดถึงสิ่งที่สามารถ..ไปได้ หรือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความจริงที่ผ่านมาแล้วในอดีตไม่สามารถย้อนกลับไปได้ ทุกเงื่อนไขเราล้วนเจอในชีวิตประจำวันของเราเพราะบางครั้งเราชอบแสดงเงื่อนไขของตนเองขึ้นมา ต่อมายังได้รู้จักเว็บไซด์ที่สามารถทดสอบเราในเรื่องของคำศัพท์ว่าเรารู้จักคำศัพท์ขนาดไหน เมื่อลองใช้หรือทดสอบแล้ว สรุปว่าดิฉันรู้จักคำศัพท์น้อยมาก และเมื่อรู้แล้วดิฉันคิดว่าต้องพัฒนาตนเองอีกมากมาย เพื่อให้เราเก่งภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น

Learning log 6 (สิ่งที่ได้เรียนรู้นอกห้องเรียน)


การเรียนรู้นอกห้องเรียน เป็นการเรียนรู้ที่ทำให้เราได้ค้นคว้าในเรื่องที่สนใจ หรือสงสัยให้เข้าใจมากยิ่งขึ้นและเป็นโอกาสที่ได้เปลี่ยนบรรยากาศการเรียนรู้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการดูรายการโทรทัศน์ ดูหนัง ฟังเพลง การอ่านข่าวหรือการฟังข่าวภาษาอังกฤษ ก็สามารถทำให้เราสามารถพัฒนาเองในทักษะภาษาอังกฤษได้ดีขึ้นและดิฉันเลือกการฝึกทักษะ โดยการดูรายการโทรทัศน์ที่เป็นภาษาอังกฤษคือรายการภาษาอังกฤษติดล้อ ซึ่งเป็นรายการที่ให้สาระความรู้เรื่องของภาษาอังกฤษ ทั้งการพูดสำเนียง ได้ทั้งประโยคคำถาม – ตอบ ในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ทั้งคำศัพท์ใหม่ ๆ และเป็นการรวบรวมหมวดความรู้เป็นเรื่อง ๆ ทำให้ได้ทั้งความสนุกและความรู้ไปด้วย แบละได้ค้นคว้าเกี่ยวกับ Gerund และ Present Participle  เพื่อให้มีความเข้าใจและสมารถนำไปใช้ให้ถูกต้องยิ่งขึ้น

รายการโทรทัศน์เป็นสื่ออย่างหนึ่งที่สามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษได้ เช่น รายการภาษาอังกฤษติดล้อ ซึ่งเป็นรายการที่อธิบายการพูดในสถานการณ์จริงพาไปในสถานที่จริงและอธิบายการพูด การใช้ประโยค คำศัพท์ใหม่ต่าง ๆ เช่น ตอน A day at the bank  เป็นการอธิบายการพูดการจำลองสถานการณ์การทำธุรกรรมทางการเงิน ประโยคต่าง ๆ ในการถอนเงิน การฝากเงิน หรือการโอนเงิน เช่น I would like to make a ten thousand bath deposit ฉันต้องการฝากเงิน 10,000 บาท ,What type of account. ต้องการเปิดบัญชีประเภทไหน , นอกจากนี้ดิฉันยังได้รับคำศัพท์ใหม่ ๆ อีกมากมายเกี่ยวกับธนาคาร Savings account บัญชีออมทรัพย์, current account บัญชีกระแสรายวัน

นอกจากนี้ยังมีคำศัพท์ที่เราคุ้นเคย แต่เมื่อนำมาใช้ในธนาคารก็ทำให้รู้ความหมายอีกด้วย เช่น Interest ซึ่งแปลว่าสนใจ ถ้านำมาใช้ในระบบธนาคารก็หมายถึงดอกเบี้ย คำต่อมาคือ borrow ที่แปลว่ายืม เมื่อนำมาใช้ในธนาคารการกู้เงิน ต้องอย่างประโยค เช่น To borrow money from the bank you have to pay interest. การกู้เงินจากธนาคารคุณต้องเสียดอกเบี้ย  และสุดท้ายคือ  Change ที่แปลว่าเปลี่ยนแปลง เมื่อนำมาใช้กับธนาคารจะแปลว่า เงินทอน  และโดยทั่วไปเราจะเรียกตู้กดเงินว่าตู้ ATM ซึ่ง ATM จะย่อมาจาก  AUTOMATIC TELLER MACHINE เครื่องถอนเงินอัตโนมัติ CDM  ย่อมาจาก CASH DEPOSIT MACHINE เครื่องฝากเงินสดอัตโนมัติ

ทั้งนี้รายการภาษาอังกฤษติดล้อยังหลากหลายตอนหรือหลากหลายสถานการณ์มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่โรงแรม ตลาดหรือ โรงพยาบาล เป็นต้น ในแต่ละเรื่อง ก็มีความรู้ที่แตกต่างกันไปแต่ทุกเรื่องได้ความสนุกเหมือนกัน จากการที่ดิฉันได้เพลินเพลิดกับรายการโทรทัศน์ไปแล้ว  ดิฉันได้ศึกษาค้นคว้าเรื่อง Gerund และ present participle  ซึ่ง Gerund คือ กิริยาช่องที่ 1 ที่เติม –ing แล้วนำมาใช้ในความหมายเป็นครึ่งกริยาครึ่งนาม เราจะเรียกว่า กริยานาม โดยมีวิธีการใช้ดังต่อไปนี้ประการที่หนึ่ง ใช้เป็นประธานของกิริยาในประโยคเช่น Sleeping is necessary to heath การนอนหลับเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อสุขภาพ

ประการที่สอง คือใช้เป็นกรรมของกิริยา เช่น My sister likes dancing. น้องสาวของฉันชอบเต้น  ประการต่อมาคือ เป็นกรรมของบุรพบท Object of Preposition  เช่น He began by explaining the meaning of certain words. การเริ่มต้นด้วยการอธิบายความหมายของคำบางคำ ต่อไปคือ เป็นส่วนสมบูรณ์ของกิริยา Complement  โดยส่วนใหญ่จะตามหลัง Verb to be แปลว่า “การ”  ไม่ใช่  “กำลัง” เช่น My hobby is collecting stamps. ประการต่อมาคือ ทำหน้าที่เป็นนามซ่อนนามตัวอื่น In Apposition of a noun  เช่น The sport , hunting wild animals, in very dangerous. กีฬาล่าสัตว์ป่ามีอันตรายมาก ประการถัดไปคือ ใช้คำ  Gerund ตามหลังกิริยา go (go + gerund) มีความหมายว่า “ไปเล่นเพื่อให้มีความสนุกเพลิดเพลิน เช่น We of the go fishing เราไปตกปลา  และถ้า came + Gerund มีความหมายเป็นการเชื้อเชิญ , ชักชวน เช่น Came dancing with us, pleased มาเต้นลำกับเราซิครับ

            ประการต่อมาจากที่กล่าวมาคือ คำ gerund ประกอบหน้านามคล้ายกับเป็นคุณศัพท์ก็ได้ แต่ในกรณีนี้ระหว่าง gerund กับนามที่ตามหลังมักนิยมใช้สัญลักษณ์ – (hyphen) มาคั่นไว้เสมอ เช่น a walking-stick –ไม้เท้า , a swimming-pool = สระว่ายน้ำ ตัวอย่างประโยค เช่น My grandfather always uses a walk-stick when he go somewhere. ปู่ของผมใช้ไม้เท้าเสมอเมื่อท่านจะไปที่ไหน การใช้ gerund ประการต่อมากคือ gerund แสดงความเป็นเจ้าของประกอบข้างหน้าได้ เช่น We appreciated on your coming เราแสดงความยินดีต่อการมาของท่าน แต่ทั้งนี้การแสดงความเป็นเจ้าของประกอบข้างหน้า gerund นั้นโดยปกติจะใช้ก็ต่อเมื่อ gerund นั้นเป็นประธานเท่านั้น และใช้คำ gerund สำหรับข้อความที่เป็น การห้าม กฎระเบียบ ข้อบังคับ หรือข้อห้ามมิให้กระทำ เช่น No parking , No smoking เป็นต้นจะเห็นได้ว่าจากการนำ gerund ไปใช้นั้น gerund จะทำหน้าที่เป็นคำนาม

                Present Participle คือ กิริยาที่เติม –ing ซึ่งหมายถึง อาการนั้น ๆ กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งเมื่อใช้จะมีหน้าที่ดังต่อไปนี้ ประการที่หนึ่ง คือ เมื่อตามหลัง Verb to be จะทำให้ประโยคนั้นเป็น Continuous tens เช่น  He is walking along  the street. เขากำลังเดินไปตามถนน  ประการที่สองคือ ใช้ตามหลังกิริยาที่แสดงความรู้สึก เมื่อหมายถึง “การกระทำนั้น กำลังดำเนินอยู่” ได้แก่ see feel, hear, smell หรือ watch เป็นตัน ตัวอย่างเช่น I saw her coming  here. ผมเห็นเธอกำลังเดินมาที่นี่ ประการที่สามคือ ใช้เป็นคำคุณศัพท์ประกอบนามได้ ซึ่งอาจแยกได้เป็น 2 กรณี คือ กรณีที่หนึ่งคือ ใช้ประกอบหน้านามนั้นโดยตรง เช่น A boiling kettle is on the stove. กาน้ำเดือดตั้งอยู่บนเตา ในกรณีที่สองคือ ใช้หลังกิริยาก็ได้ เช่น This story is very interesting. เรื่องนี้น่าสนใจมาก

                ประการที่สี่ ในการใช้ Present participle  คือใช้ขยายกรรมของกิริยาต่อไปนี้ find , keep , leave ,catch หรือ set เป็นต้น โดยมีโครงสร้าง subject + verb+ object + present participle

ตัวอย่างเช่น My friend kept me waiting the whole day. เพื่อนของผมทำให้ผมต้องรอทั้งวัน ประการต่อมาคือ ใช้ตามหลัง verb to have ที่ไปแสดงผลหรือประสบการณ์ และจะใช้กับ can’t หรือ won’t ก็ได้ที่มีความหมายว่า “อนุญาต” เช่น  The doctor will soon have him going home. คุณหมอจะอนุญาตให้เขากลับบ้านได้เร็ว ๆนี้ ประการต่อไปคือ ใช้ขยายกิริยาตัวอื่นในลักษณะที่การกระทำนั้น กระทำพร้อมกันในเวลาเดียวกันเช่น She stood waiting for you. เธอยืนคอยคุณอยู่

                จากที่กล่าวถึง Gerund และ Present Participle มาข้างต้นนี้ทั้งสองตัวนี้ยังมีข้อแตกต่างกัน คือ ถ้านามที่มีคำกิริยาเติม ing นั้นไปขยาย เป็นผู้กระทำหรือแสดงอาการของกิริยาตัวนั้นได้เองไม่ต้องให้ผู้อื่นมาแสดงให้ คำกิริยาที่เติม ing ตัวนั้นจะเป็น Present Participle และอีกประเด็นคือถ้านามที่มีคำกิริยาเติม ing นั้นไปขยายกระทำหรือแสดงอาการของกิริยาตัวนั้นเองไม่ได้จำเป็นต้องให้ผู้อื่นมาทำแทน กิริยาที่เติม ing ตัวเป็น Gerund ขอให้ดูตัวอย่างด้านล่างประกอบนะครับ ตัวอย่างเป็น He is cleaning the house. เขากำลังทำความสะอาดบ้าน จากประโยคดังกล่าว Cleaning เป็น Present Participle เนื่องจากเป็นกิริยาของ he  และ he เป็นแสดงอาการ คือ ทำความสะอาดเองได้ ตัวอย่างเช่น His duty is cleaning the house. หน้าที่ของเขาคือทำความสะอาดบ้าน จากประโยคที่สอง Cleaning เป็น Gerund เพราะว่า cleaning แม้จะเป็นคำกิริยาของ duty แต่ duty กระทำอาการเองคือ ทำความสะอาดเองไม่ได้ (ต้องอาศัยบุคคลทำให้นั้นเอง)

                จากการได้ดูรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับภาษาอังกฤษนั้น ดิฉันได้ความรู้ความเพลิดเพลินมากมายและยังสามารถนำความรู้ที่ได้รับนั้นไปใช้และพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น ทั้งด้านการฟัง การเขียน การคิด และเรื่องของคำศัพท์ได้รู้คำศัพท์ที่คัดมาเป็นหมวด ๆ ในแต่ละเรื่อง ได้ทั้งคำศัพท์ใหม่มากมาย นอกจากนี้ดิฉันได้รับความรู้จากการทบทวนความรู้ในเรื่องของ Gerund และ Present Participle ทั้งลักษณะการใช้และความแตกต่างของ Gerund  และ Present Participle ซึ่งเป็นความรู้ที่ดิฉันสามารถนำไปประกอบการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี

 

 

 

 

 

Learning log 6 (สิ่งที่ได้เรียนรู้ในห้องเรียน)


เมื่อพูดถึง clause หรือนุประโยค ซึ่งหมายถึง กลุ่มคำที่มีประธานกริยาในประโยคแต่มีใจความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง จึงไม่สามารถใช้โดยลำพังได้ ต้องอาศัยใจความเป็นประโยคหลักเข้ามาช่วย หรืออีกนัยหนึ่ง  clause ก็คือประโยคที่ซ่อนอยู่ในประโยคนั่นเอง ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 clause คือ Noun clause เป็นประโยค subordinate clause ที่มีประธานและส่วนขยายเป็นของตัวเองทำหน้าที่เป็น Adverb และสุดท้ายคือ Adjective Clause เป็นตัวที่ทำหน้ามี่เสมือน Adjective  ขยายคำนามหรือสรรพนาม ซึ่ง Adjective Clause มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

Adjective Clause คือ subordinate clause ที่ทำหน้าที่เป็นคำเสมือนคำ Adjective คำหนึ่งคือทำหน้าที่ขยายคำนามและคำสรรพนาม และบางครั้ง Adjective Clause อาจเรียกมันว่า Relative Clause ก็ได้เพราะว่าใช้ Relative Clause นำหน้าประโยค เช่น  John , who was injured , left the field. จอห์น ผู้ซึ่งได้รับบาดเจ็บได้ออกจากสนามไป อธิบายได้ว่า  who was injured เป็น adjective clause  จะไปขยายคำนามที่อยู่หน้าคือ John relative pronoun คือ สรรพนามที่ใช้เชื่อมประโยค subordinate clause เข้ากับประโยค main clause โดยใช้เชื่อมหรือขยายคำนามหรือคำสรรพนามที่วางอยู่ข้างหน้าประโยค adjective clause นั่นเอง

Relative Clause จะมีคำเชื่อมที่ทำหน้าที่ประโยคอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน ชนิดที่หนึ่งคือ Relative clause นั่นก็คือ who / that ที่ใช้แทนคน whom/that/who ใช้แทนบุคคลที่เป็นกรรมและ whose เป็นส่วนขยาย possessive  หากต้องการใช้แทนสิ่งของ ชนิดที่สองคือ relative adverbs เป็นคำวิเศษณ์นำหน้า relative clause ได้แก่ where when why ตัวอย่างประโยคเช่น That’s the restaurant  where we had dinner last night. นั่นคือ ภัตตาคารที่เรามาทานอาหารเย็นกันเมื่อวานนี้

ตำแหน่งของ relative clause ประการแรกคือ ประโยค relative clause เมื่อใช้ขยายคำนามหรือสรรพนามตัวใดให้วางประโยค relative clause ไว้หลังคำนั้นทันที ตัวอย่างประโยคเช่น  The teacher who  teaches English for Business is an excellent teacher. ครูที่สอนวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจเป็นครูที่เยี่ยมมาก อธิบายได้ว่า Who teaches English for Business เป็น adjective clause ขยายคำนาม teacher จึงไว้หลัง teacher ประการต่อมาคือ เมื่อใช้ relative pronoun แทนคำนามหรือสรรพนามในประโยคแล้ว ให้ตัดคำนามและสรรพนามที่ relative pronoun ใช้แทนออกไป เช่น John married a woman who works in his office.

วิธีการใช้ relative pronoun ที่ใช้กับคน คือ who และ that ที่ใช้แทนคนโดยเป็นประธานในประโยค Adjective clause ตัวอย่างเช่น The girl who stole your car has been arrested. ผู้หญิงที่ขโมยรถของคุณได้ถูกจับแล้วนะ อธิบายได้ว่า (who  ใช้แทน girl) ที่อยู่ด้านหน้าและเป็นประธานของประโยคหลักและ who เป็นประธานองประโยค adjective clause แต่ทั้งนี้ทุกประโยคที่มี  adjective clause อยู่ด้วยจะแยกออกได้เป็น 2 ประโยคเสมอ คือ ประโยค main clause และประโยค adjective clause เช่นThe boy who stole the watch was caught. ประโยคหลักคือ  The boy was caught ประโยค adjective clause คือ The boy stole the watch.

การใช้ whom , who และ that เป็นกรรมของประโยค adjective clause โดยใช้แทนคน รูปที่ใช้เป็นทางการจริงๆคือ whom แต่ถ้าในภาษาพูดมักจะใช้ who  และ that แทน whom  โดยการนำ whom , who และ that ที่อยู่มนรูปกรมนี้ไว้ต้นประโยค adjective clause โดยจะวางคำ เหล่านี้ไว้ใกล้กับคำนามที่ไปขยายมากที่สุด แต่ก็มีบางครั้งที่คำเหล่านี้จะอยู่ในรูปกรรมที่ถูกละไว้ในฐานที่เข้าใจ โดยไม่ปรากฏให้เห็นในประโยค adjective clause เลย เช่น  The girl whom   I saw was Sona. à The girl I saw was Sona.

การใช้ whom , who และ that ที่ใช้กับ preposition ในประโยค adjective clause ถ้าใช้เป็นแบบทางการจริงๆ แล้ะจะวาง praposition ไว้หน้าคำดังกล่าว แต่ตอนนี้เรามักนิยมวาง preposition ไว้ท้ายประโยค adjective clause หรือท้ายกริยาของประโยค ส่วน relative pronoun ที่นิยมนำ preposition วางไว้ข้างหน้า ปัจจุบันมีเพียง whom และ which เช่น He is the man ประโยคหลัก I told you about him. adjective clause จะได้ว่าHe is the man about whomI told you him. นี่คือผู้ชายที่ผมเล่าให้คุณฟัง (about เป็น preposition วางอยู่หน้า pronoun - him) him เป็น pronoun ในประโยครองซึ่งใช้แทนคำหลักคือ the man เมื่อ him เป๋นกรรมเป็นคนก่อนนำไปขยายประโยคหลักจึงต้องเปลี่ยน him เป็น whom ก่อน whom I told you about (about เป็นpreposition โดยปกติจะวางไว้หน้า whom ดังที่กล่าว ดังนั้นจึงได้เป็น about whom I told you)

การใช้ whose เพื่อใช้แสดงความเป็นเจ้าของจะใช้กับคน โดยนำ whose + noun วางไว้ต้นประโยค adjective clause แต่จะละ whose ไว้ในฐานที่เข้าใจเหมือน whom who that  ไม่ได้ ซึ่ง whose นั้นมีความหมายเหมือนการแสดงความเป็นเจ้าของตัวอย่างเช่น TI saw the man whose car had broken down. ผมเจอผู้ชายซึ่งรถของเขาถูกทำลาย  ต่อมาเป็นการใช้ which และ that แทนสิ่งของและเป็นประธานของประโยคถ้ามีการเปรียบเทียบระหว่าง which และ that แล้ว which จะมีการใช้มากกว่า that แต่ที่สำคัญคือ which และ that ถ้าใช้แทนคำนามที่เป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ตามคำที่ตัวเองใช้แทน เช่น The book which is on the table is mine. หรืออาจใช้ that แทนก็ได้

วิธีการใช้ relative adverb ( where , when , why) สำหรับวิธีการใช้ where จะใช้ในประโยค adjective clause เพื่อขยายคำนามที่บอกสถานที่ โดยการวางไว้หน้าประโยค adjective clause เช่น The spot where Lincoln was buried become a place of pilgrimage ที่ๆลินคอล์นถูกฝังอยู่กลายเป็นที่แสวงบุญไปแล้ว ต่อมาคือ when ใช้ในประโยค adjective clause เพื่อขยายคำนามที่เกี่ยวกับเวลา โดยจะวางไว้ในตำแหน่งเดียวกับ where เช่น  My father bought this property in 1990 when land was very cheap. พ่อผมซื้อสมบัติชิ้นนี้ในปี 1990 ซึ่งในขณะนี้ที่ดินราคาถูกมาก why ใช้นำหน้าประโยค adjective clause เพื่อแสดงเหตุผลขยายคำนามหลักที่อยู่ในประโยคหลัก เช่น The reason why he refused was the price.


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาษาอังกฤษติล้อ


      รายการภาษาอังกฤษติดล้อ เป็นรายการที่จะทำให้คุณพูดและใช้ภาษาอังกฤษกันแบบติดล้อ

เพลงอาซิ้ม and I


  
                                    เป็นบทเพลงสนุกๆที่ให้ทั้งความรู้ในเรื่องของ Phrasal Verb